โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายส่วนบุคคนก่อนเริ่มใช้งาน [นโยบายส่วนบุคคล]
ยอมรับ
เรื่องเกี่ยวเนซซีเเละอื่นอื่น
izone1234
#1
14-09-2010 - 16:15:37

#1 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:15:37 ]




ลักษณะ

เชื่อว่าเนสซีมีรูปร่างคล้ายเพลสสิโอซอรัส (Plesiosaurus) หรือ อีลาสโมซอรัส (Elasmosaurus) สัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยในทะเลยุคเดียวกับไดโนเสาร์ มีผู้อ้างว่าเคยพบเห็นถึงปัจจุบันกว่า 4,000 ครั้ง และมีรูปถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพยนตร์มากมาย โดยเอกสารแรกสุดที่กล่าวถึงเนสซี คือ บันทึกของบาทหลวงเซนต์โคลัมบา เมื่อราว 1,400 ปี ที่แล้ว กล่าวถึงมังกรที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ และท่านเองก็เคยทำพิธีขับไล่มังกรตัวนี้ด้วย การพบเห็นและการพิสูจน์

ใน พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) ได้มีการตัดถนนผ่านทะเลสาบล็อกเนสส์ จึงมีผู้พบเห็นเนสซีมากขึ้น โดยมีผู้อ้างว่า ขณะเขาขับขี่มอเตอร์ไซค์นั้น เห็นเนสซีขึ้นมาบนบก ไฟจากหน้ารถที่ส่องไปถูกตัวทำให้เห็นว่าเนสซีมีรูปร่างคล้ายเพลสิโอซอรัส และต่อมาก็ได้มีผู้ถ่ายรูปไว้ได้มากมายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงเงาตะคุ่ม ๆ หรือคลื่นน้ำที่เคลื่อนไหวบนผิวน้ำเท่านั้น ต่อมา ทางมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมได้ ทำการค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยใช้เรือติดสัญญาณโซนาร์หลายลำแล่นไปบนพื้นผิวน้ำ เรียกว่า "ปฏิบัติการดีปสแกน" (Deepscan Operation) ปรากฏว่า โซนาร์ได้สะท้อนถึงเงาของวัตถุบางอย่างขนาดใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัวใต้น้ำ แต่บางคนคิดว่าอาจเป็นเพียงฝูงปลาธรรมดา เรื่องราวเกี่ยวกับเนสซีมีทั้งผู้ที่เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อ โดยผู้ที่เชื่อนั้นเชื่อว่า เนสซีอาจเป็นไดโนเสาร์ที่ยังหลงเหลืออยู่ โดยสภาพทางภูมิศาสตร์ของทะเลสาบล็อกเนสส์ในยุคโบราณนั้นเคยเป็นทะเลมาก่อน ไดโนเสาร์ในสมัยนั้นอาจเข้ามาอยู่อาศัยจนสภาพของพื้นที่เปลี่ยนไป กลายเป็นพื้นที่ปิดและปราศจากสิ่งรบกวน สัตว์ที่อาศัยอยู่ในนี้จึงยังหลงเหลืออยู่และมีสภาพไม่เปลี่ยนแปลงจากครั้ง แรกที่เข้ามาอาศัย ไม่เพียงเท่านั้นแหล่งน้ำหรือทะเลสาบที่มีลักษณะใกล้เคียงกับล็อกเนสส์ที่ อื่น ๆ และบริเวณใกล้เคียงกันก็มีรายงานของสิ่งประหลาดที่คล้ายกับเนสซีด้วย ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เชื่อนั้นเชื่อว่า รูปถ่ายหรือภาพเคลื่อนไหวที่ได้นั้น อาจไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับเนสซีเลย และทั้งหมดทำขึ้นก็เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ทะเลสาบแห่งนี้โด่งดังขึ้น โดยบางรูปเชื่อว่าเป็นเพียงหางของตัวนากที่กำลังดำน้ำหรือเป็นขอนไม้หรือ วัสดุต่าง ๆ ที่กำลังลอยน้ำอยู่

ทุกวันนี้ เรื่องราวของเนสซีก็ยังเป็นเรื่องลึกลับที่เป็นที่สนใจของคนทั้งโลก มีผู้ไปสำรวจและศึกษามากมาย แต่ก็ยังไม่เคยมีผู้ใดได้หลักฐานของเนสซีที่หนักแน่นสักราย อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของเนสซีก็สร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลสกอตแลนด์และชุมนุมใกล้เคียง เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากปัจจุบัน

ปัจจุบันทางบริษัทวิลเลียมฮิลล์ บริษัทพนันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้ประกาศออกมาว่าจะให้เงินรางวัลจำนวน 1 ล้านปอนด์หรือประมาณ 70 ล้านบาทแก่ผู้ที่สามารถหาหลักฐานได้ว่าเนสซีมีอยู่จริง ในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) นายกอร์ดอน โฮล์มส เจ้าหน้าที่เทคนิคห้องแล็บได้อ้างว่า สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวของสิ่งที่เชื่อว่าเป็นเนสซีได้ด้วยความยาวถึง 2 นาทีครึ่งขณะนั่งชมทิวทัศน์อยู่ริมทะเลสาบล็อกเนสส์ ซึ่งภาพของนายโฮล์มสครั้งนี้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นของเนสซีที่สมบูรณ์ที่ สุดเท่าที่เคยมีมา นายเอเดียน ไชน์ นักชีววิทยาสัตว์น้ำ ได้ตรวจสอบภาพของนายโฮล์มสแล้วมีความเห็นว่า เป็นการยากที่จะเป็นการตกแต่งหรือทำปลอมขึ้น เพราะภาพไม่ได้จับเฉพาะแต่สัตว์ประหลาด แต่ยังถ่ายไปถึงภูเขารอบทะเลสาบด้วย จึงสามารถเปรียบเทียบความเร็วและขนาดของสิ่งที่เคลื่อนไหวในน้ำได้ด้วย โดยเชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีความยาวประมาณ 15 เมตร เคลื่อนที่ด้วยการว่ายน้ำด้วยความเร็วถึง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และภาพบางส่วนยังจับให้เห็นสิ่งที่คล้ายครีบด้วย ซึ่งวีดีโอภาพชุดนี้เป็นที่ฮือฮาและกล่าวขานอย่างมากในสหราชอาณาจักร เมื่อได้ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะโดยสำนักข่าวบีบีซีใน อีก 3 วันถัดมา มีผู้คนมากมายที่ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ และต่อมาไม่นานได้มีการเปิดเผยว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรเพิ่งจะเปิดเผยข้อมูล ลับว่า ทางรัฐบาลเชื่อว่า เนสซีมีอยู่จริง ตั้งแต่สมัยนางมาร์กาเรต แทตเชอร์เป็นนายกรัฐมนตรี และอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองและอนุรักษ์สัตว์ป่าของอังกฤษที่ครอบคลุมทั้งสัตว์ที่รู้จักและไม่รู้จักหลายชนิด
 295214


izone1234
#2
14-09-2010 - 16:16:24

#2 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:16:24 ]




 295216


izone1234
#3
14-09-2010 - 16:18:02

#3 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:18:02 ]




เชสซี (อังกฤษ: Chessie) เป็นชื่อเรียกสิ่งมีชีวิตลึกลับชนิดหนึ่ง โดยเชื่อว่าเป็นสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอ่าวเชสปิก ในรัฐแมรีแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยรายงานแรกที่ระบุถึงการพบเห็นเชสซี เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1943 เมื่อชาวประมงท้องถิ่นสองราย อ้างว่าพบเห็นอะไรบางอย่างอยู่ห่างจากเรือของพวกเขาราว 75 หลา (69 เมตร) ไปทางขวา เจ้าสิ่งนั่นมันลอยอยู่ในน้ำ มีสีดำ และมีส่วนหัวขนาดใหญ่เหมือนลูกฟุตบอล มีลักษณะเหมือนม้า มีความยาวทั้งหมดราว 12 ฟุต (2.3 เมตร) และดูเหมือนมันจะหมุนหัวและตัวไปมาหลายรอบ

จากนั้นในปี ค.ศ. 1982 มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งสามารถถ่ายภาพเคลื่อนไหวไว้ได้ด้วยกล้องวีดีโอด้วยความบังเอิญ ใกล้กับเกาะเคนท์ สิ่งที่เห็นได้จากในภาพนั้น คือ อะไรบางอย่างมีสีน้ำตาลเคลื่อนไหวข้างเรือเหมือนงูทะเล

โดยรายงานส่วนใหญ่นั้น มักจะระบุตรงกันว่า สัตว์ประหลาดตัวนี้มีรูปร่างเหมือนงู ความยาวแตก ต่างกันออกไป ตั้งแต่ 25-40 ฟุต (12 เมตร) โดยว่ายน้ำโดยใช้ร่างกายที่เป็นเส้นโค้งเคลื่อนที่ผ่านไป มีการพบเห็นอีกสองครั้งในกลางปี ค.ศ. 1977 และ ค.ศ. 1980 แต่ถึงแม้ว่าจะมีพยานผู้พบเห็นและมีภาพเคลื่อนไหวบันทึกได้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะยืนยันได้ถึงการมีอยู่จริงของมัน

ซึ่งสัตว์ชนิดนี้ ได้ถูกเรียกขานว่า "เชสซี" ให้คล้ายกับ "เนสซี" หรือสัตว์ประหลาดล็อกเนสส์ ที่พบในทะเลสาบล็อกเนสส์ ประเทศสก็อตแลนด์

ซึ่งอ่าวเชสปิกนี้ ถือเป็นอ่าวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา มีอาณาบริเวณกว้างกว่า 4,479 ตารางไมล์ (11,600 ตารางกิโลเมตร) และจุดที่ลึกที่สุดประมาณ 175 ฟุต (53 เมตร)

ในปี ค.ศ. 1980 มีการอธิบายไว้ว่า อาจเป็นตัวมานาที จากฟลอริดา ซึ่งก็นับว่าประหลาด เพราะอ่าวเชสปิกอยู่ไกลจากฟลอริดามาก ทั้งนี้เพราะมีมานาทีเพศผู้ตัวหนึ่ง ที่ชื่อ "เชสซี" ถูกช่วยจากน้ำเย็นในอ่าวเชสปิกกลับไปยังฟลอริดา ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1994 แต่รายงานการพบเชสซีที่เป็นสัตว์ประหลาดนั้น การว่ายน้ำไม่เหมือนกับตัวมานาทีเลย
ภาพวาดของบาซิโลซอรัส

มีคำอธิบายอื่นอีก เช่น เชื่อว่า เป็นปลาไหลกลายพันธุ์ หรือ นากแม่น้ำขนาดใหญ่ หรือ แม้แต่จะเป็นบาซิโลซอรัส สัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ในทะเลยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณรัฐแมรีแลนด์ในปัจจุบัน หรือ แม้แต่จะเป็นงูอนาคอนดา จากทวีปอเมริกาใต้ ที่อพยพมาพร้อมกับเรือสำเภาในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ด้วย


izone1234
#4
14-09-2010 - 16:18:14

#4 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:18:14 ]




 295220


izone1234
#5
14-09-2010 - 16:19:32

#5 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:19:32 ]




เยติ (อังกฤษ: Yeti) หรือ มนุษย์หิมะ (อังกฤษ: The Abominable Snowman) [1] เยติ เป็นชื่อที่ใช้เรียกสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง ในความเชื่อของชาวเชอร์ปา ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่แถบเทือกเขาหิมาลัย ในประเทศเนปาลและธิเบต โดยเชื่อว่าเยติ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่คล้ายมนุษย์ผสมกับลิงไม่มีหางคล้าย กอริลลา มีขนยาวสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลดำปกคลุมทั้งลำตัว โดยปรกติแล้ว เยติเป็นสัตว์ที่มีนิสัยสงบเสงี่ยม แต่อาจดุร้ายโจมตีใส่มนุษย์และสัตว์เลี้ยงได้ในบางครั้ง

เยติ ปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมของชาวเชอร์ปามาอย่างช้านาน โดยถูกกล่าวถึงในนิทานและเพลงพื้นบ้าน และเรื่องเล่าขานต่อกันมาถึงผู้ที่เคยพบมัน นอกจากนี้แล้วยังปรากฏในศิลปะของพุทธศาสนานิกายมหายานแบบธิเบต โดยปรากฏเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดลามะอายุกว่า 300 ปี และปัจจุบันนี้ ก็มีสิ่งที่เชื่อว่าเป็นหนังศีรษะของ เยติถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในวัดลามะแห่งหนึ่งในคุมจุง ซึ่งนับว่าเยติเป็นสัตว์ที่ถูกกล่าวอ้างถึงยาวนานกว่าสัตว์ประหลาดที่มี ลักษณะคล้ายกันชนิดอื่นที่พบในอีกซีกโลก เช่น บิ๊กฟุต หรือ ซาสควอทช์

นอกจากคำว่าเยติแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ที่เรียกเยติ เช่น เธลม่า (Thelma), แปลว่า "ชายตัวเล็ก" เชื่อว่ามีนิสัยรักสงบ ชอบสะสมกิ่งไม้และชอบร้องเพลงขณะที่เดินไป, ดซูท์เทห์ (Dzuteh) เป็นเยติขนาดใหญ่ มีขนหยาบกร้านรุงรัง มีนิสัยดุร้ายชอบโจมตีใส่มนุษย์, มิห์เทห์ (Mith-teh) มีนิสัยคล้ายดซูท์เทห์ คือ ดุร้าย มีขนสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลดำ, เมียกา (Mirka) แปลว่า "คนป่า" เชื่อว่าหากมันพบเห็นสิ่งใดไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ มันจะทำร้ายจนถึงแก่ความตาย, คัง แอดมี (Kang Admi) แปลว่า "มนุษย์หิมะ" และ โจบราน (JoBran) แปลว่า "ตัวกินคน" เป็นต้น

ซึ่งเรื่องราวของเยติที่โจมตีใส่มนุษย์นั้น ได้ถูกทำเป็นรายงานส่งไปยังเมืองกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล ซึ่งปากคำของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อถูกบันทึกโดยอาสาสมัครชาวอเมริกันที่ทำงานในเนปาล โดยผู้ถูกทำร้ายเป็น เด็กหญิงชาวเชอร์ปาคนหนึ่ง โดยเธอบอกว่าขณะกำลังนำจามรีไปดื่มน้ำที่ลำธาร เยติตัวหนึ่งก็โผล่มาทำร้ายเธอ แต่เธอกรีดร้องลั่น จนมันปล่อยเธอ และหันไปทำร้ายจามรีของเธอจนมันถึงแก่ความตายด้วยการบิดเขาและหักคอเรื่องราวเยติเป็นที่สนใจของชาวตะวันตก เมื่อชาวตะวันตกได้เข้ามาบุกเบิกและยึดครองดินแดนแถบนี้ ได้มีการตามล่าและค้นคว้าเกี่ยวกับเยติ ซึ่งก็ได้พบกับหลักฐานการมีอยู่ของเยติมากมาย ทั้ง รอยเท้า, ขนและมูล และแม้กระทั้งประจักษ์พยานที่เคยได้พบเห็น ซึ่งโดยมากเป็นนักปีนเขา ซึ่งหลักฐานส่วนใหญ่ได้ถูกบันทึกไว้เป็นรูปถ่าย โดยรูปถ่ายของรอยเท้าเยติรูปแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1921 โดยถ่ายไว้ได้ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 5,029 เมตร

มีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเยติไว้มากมาย เช่น เชื่อว่ามันอาจเป็นสัตว์ชนิดอื่นที่อาศัยอยู่แถบเทือกเขานี้ เช่น หมีสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นหมีชนิดหนึ่งที่หาได้ยากมาก, เสือดาวหิมะ, อีกาปากแดง ที่มักจะทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้นหิมะด้วยการกระโดด หรือแม้แต่เป็นชะนีขนาดใหญ่ แต่มีนักสัตววิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับรอยเท้าของเยติ กล่าวว่า รอยเท้าของเยติบ่งว่า เยติมีเท้าที่ไม่เหมือนกับหมีหรือสัตว์ชนิดอื่นใดเลย นอกจากสัตว์ในอันดับไพรเมทอันเป็นอันดับเดียว กับ มนุษย์ และลิงไม่มีหาง แต่มีสิ่งที่แปลกออกไปคือ นิ้วเท้านิ้วที่ 2 มีขนาดใหญ่ และมีกระดูกอุ้งเท้าที่สั้นผิดปกติ ดูคล้ายกับเท้าของลิงยุคก่อนประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gigantopithecus จึงทำให้เชื่อได้ว่า เยติอาจเป็นลิงชนิดนี้ที่เคยเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วก็เป็นได้ นอกจากนี้แล้วยังได้ข้อสรุปว่า เยติเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีโครงสร้างของร่างกายใหญ่และหนาทึบ และเดินด้วยสองขาหลังเหมือนมนุษย์

ในปี ค.ศ. 1960 เซอร์เอดมันด์ ฮิลลารี ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นคนแรกของโลก ได้กลับมายังเทือกเขาหิมาลัยอีกครั้ง พร้อมด้วยอุปกรณ์และลูกหาบมากมายเพื่อค้นหาเยติ แต่ทว่ากว่า 10 เดือนที่เขาต้องทนหนาวอยู่ที่นี่ ฮิลาลารีไม่ได้พบเจอเยติเลย เขาหัวเสียมากและประกาศลั่นว่า เยติไม่มีอยู่จริง

จากชื่อเสียงและปริศนาของเยติ ส่งผลให้มันกลายเป็นสิ่งที่มีค่าในเชิงการค้า จนเสมือนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศเนปาล และเทือกเขาหิมาลัย เช่น สายการบินประจำชาติของเนปาลที่ชื่อ เยติแอร์ไลน์ และเป็นของโรงแรมชื่อ Yak and Yeti เป็นต้น (Yak หมายถึง จามรี)

นอกจากนี้แล้วยังปรากฏในวัฒนธรรมร่วมสมัยหลายอย่าง เช่น เป็นตัวละครในเกมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เช่น Diablo II, World of Warcraft และเป็นตัวละครตัวหนึ่งในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 2008 เป็นต้น


izone1234
#6
14-09-2010 - 16:20:33

#6 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:20:33 ]




ผมเอาภาพมาเเล้วพอใส่ภาพเส็ดเเละกดมันไม่ได้เลยไม่มีภาพคอมผมตอนนี้มีปัญหาคับ ขอโทษด้วยคับ


izone1234
#7
14-09-2010 - 16:21:26

#7 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:21:26 ]




กล็อบสเตอร์ (อังกฤษ: globster)หรือบล็อบ เป็นซากอินทรีย์วัตถุซึ่งถูกซัดขึ้นมาตามชายฝั่งของมหาสมุทรหรือแหล่งน้ำ อื่น ลักษณะของกล็อบสเตอร์ก็คือต้องเป็นซากที่ยากจะระบุประเภทได้ว่าเป็นของสัตว์ ชนิดใด คำนี้ถูกใช้เป็นครั้งแรกโดยอีวาน ที. แซนเดอสัน ในปีพ.ศ. 2505 เพื่อใช้เรียกซากลึกลับที่เกยฝั่งทะเลด้านตะวันตกของรัฐแทสเมเนียในปีพ.ศ. 2503 ซึ่งซากนี้ "ไม่มีดวงตา ไม่มีส่วนหัว และไม่มีโครงกระดูก"

ลักษณะของกล็อบสเตอร์มักจะผิดจากลักษณะที่คนทั่วไปคุ้นเคยมากและมักทำให้ เป็นข้อถกเถียงแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะสามารถระบุประเภทได้แล้ว กล็อบสเตอร์บางซากจะมีครีบ หนวดระยาง หรือกระดูกที่ทำให้สามารถคาดเดาประเภทได้ แต่บางครั้งก็ไม่มีลักษณะซึ่งสามารถระบุได้เลย กล็อบสเตอร์มักถูกเชื่อมโยงเข้ากับสัตว์ประหลาดในมหาสมุทรจึงเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาสัตว์ลึกลับสนใจกันมาก

กล็อบสเตอร์จำนวนมากได้รับการระบุว่าเป็นซากของหมึกยักษ์ แต่ส่วนใหญ่แล้วต่อมาก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นซากของวาฬหรือปลาฉลามขนาดใหญ่ และบางครั้งก็เป็นชั้นไขมันที่หลุดออกจากซากของวาฬที่กำลังเน่า บางซากก็ได้รับการระบุว่าเป็นซากของเพลสซิโอซอร์ที่ต่อมาก็กลับเป็นซากของปลาฉลามบาสกิง แต่ก็มีกล็อบสเตอร์ที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ต่อมาถึงปัจจุบันอยู่ด้วย ซึ่งกล็อบสเตอร์บางซากก็ได้เน่าเปื่อยจนไม่อาจพิสูจน์หรือใช้เป็นหลักฐานใน การพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่ได้

นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาได้ทำการตรวจสอบดีเอ็นเอของนิวฟาวแลนด์บล็อบและสามารถระบุได้ว่าเป็นเนื้อเยื่อของวาฬสเปิร์ม ซึ่งรายงานการวิจัยได้ระบุถึงความใกล้เคียงกันของนิวฟาวแลนด์บล็อบและกล็อบสเตอร์อื่นๆ ทำให้เชื่อได้ว่าน่าจะมีต้นกำเนิดเดียวกัน

กล็อบสเตอร์ซากแรกที่มีรายงานการพบอย่างละเอียดก็คือ สัตว์ประหลาดแห่งเซนต์ออกุสติน ซึ่งพบที่ชายฝั่งใกล้กับเมืองเซนต์ออกุสติน รัฐฟลอริดา ในปีพ.ศ. 2439 โดยเมื่อแรกพบนั้นเชื่อว่าเป็นซากของหมึกยักษ์ แต่ต่อมาสามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าเป็นซากของวาฬ ปัจจุบันยังมีตัวอย่างเนื้อเยื่อเก็บรักษาไว้ที่สถาบันสมิธโซเนียน


izone1234
#8
14-09-2010 - 16:21:44

#8 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:21:44 ]




คราเคน (อังกฤษ: Kraken) เป็นสัตว์ยักษ์ในตำนานที่ชาวทะเลเหนือหวาดกลัว มักเล่าว่าคล้ายหมึกกระดองขนาด ยักษ์ โผล่ขึ้นจากน้ำพรวดเดียวก็สูงกว่าเสากระโดงเรือ ชอบโจมตีเรือเดินสมุทรอย่างกระทันหัน โอบหนวดของมันรัดลำเรือเอาไว้ หนวดที่เหลือมันจะรัดลูกเรือจนกระดูกแหลกเหลว บ้างก็รัดเข้ามาป้อนเข้าปากอันน่ากลัว

คราเคนถูกเล่าขานมานานเท่าใดไม่ปรากฏ แต่บันทึกที่เป็นหลักฐานครั้งแรก มาจากนอร์เวย์ เป็นเรื่องราวที่อ้างถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเท่าเกาะ ในหนังสือชื่อ "The Natural History of Norway" ที่เขียนโดยบิชอปแห่งเบอร์เก้น Erik Ludvigsen Pontoppidan ท่านได้บรรยายเกี่ยวกับคราเคนเอาไว้ว่า มันเปรียบเสมือนเกาะลอยน้ำขนาดย่อม ลำตัวยาวถึงครึ่งไมล์

เรื่องราวในช่วงถัดมาเกี่ยวกับคราเคนก็ค่อยๆ ลดขนาดของมันลงเรื่อยๆ ไม่มหึมาโอฬาร แต่ก็ยังมีขนาดยักษ์

นักชีววิทยาเชื่อว่า ที่แท้เป็นหมึกมหึมาชนิด หนึ่ง อยู่ในทะเลลึก และเมื่อตายจะเป็นซากลอยเกยหาด จนชาวประมงพบเห็นและจินตนาการเพิ่มเติมเกินจริง หมึกมหึมามีขนาดใหญ่จริง แต่ไม่เท่าเรื่องเล่าในตำนาน มีซากตัวอย่างที่ยาวเท่าเรือเร็ว และมีหลักฐานจากซาก วาฬสเปิร์ม ว่าวาฬพยายามกินหมึกชนิดนี้ และต่อสู้กัน

ใน พ.ศ. 1930 มีรายงานการโจมตีเรือของหมึกดังกล่าว นักชีววิทยาและผู้ชำนาญการคาดว่า หมึกมหึมา (colossal Squid) โจมตีเพราะเรือมีลักษณะคล้ายปลาวาฬศัตรูของหมึกจนเข้าใจผิด และจากรายงานของผู้ประสบเหตุอ้างว่า หมึกดังกล่าวมีขนาดมหึมา โดยเฉลี่ยประมาณ 100 ฟุต น้ำหนักประมาณ 2-3 ตัน ส่วนมากเกิดกับเรือเดินทะเลที่ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเท่านั้น


izone1234
#9
14-09-2010 - 16:22:18

#9 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:22:18 ]




คองกามาโต (อังกฤษ: Kongamato) แปลว่า ตัวทำลายเรือ (breaker of boats) เป็นสัตว์ประหลาดที่กล่าวกันว่ามีรูปร่างคล้ายไดโนเสาร์ชนิดที่บินได้ จำพวก เทอโรซอ (Pterosaur) หรือ เทอราโนดอน (Pteranodon) พบในหนองน้ำทวีปแอฟริกาตอนกลาง

ในปี ค.ศ. 1923 แฟรงก์ เฮช.เมลแลนด์ (Frank H. Melland) นักเดินทางได้บันทึกไว้ในหนังสือบันทึกการเดินทางเขาชื่อ In Witchbound Africa ถึงสัตว์ประหลาดที่บินได้ที่พบในหนองน้ำว่า เป็นสัตว์ที่ดุร้าย น่ากลัว สามารถโจมตีเรือขนาดเล็กได้ มีลำตัวสีแดง ความยาวเมื่อกางปีกเต็มที่ราว 4-7 ฟุต จากภาพสเก็ตพบว่า มันมีลักษณะคล้ายเทอโรซอ

ในปี ค.ศ. 1956 วิศวกรที่ชื่อ เจ.พี.เอฟ. บราวน์ (J.P.F. Brown) ได้เห็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง 2 ตัว ที่บินได้ในเวลาราว 6 โมงเช้า ใกล้ทะเลสาบบังวูลู (Bangweulu) ประเทศแซมเบียใน ปัจจุบัน โดยเขาบอกว่ามันช้า ๆ และเงียบมาก สังเกตว่า ความยาวปีกประมาณ 3 ฟุต หรือ 1 เมตร และมีความยาวหาง 4 1/2 ฟุต หรือ 1.5 เมตร ส่วนหัวมีลักษณะแคบและคล้ายสุนัข

ต่อมาอีกหลายปี มีรายงานจากโรงพยาบาลแถบนั้นถึงการโจมตีของนกต่อมนุษย์ เมื่อได้ถามถึงลักษณะของนกที่โจมตี ผู้ได้รับบาดเจ็บได้อธิบายรูปร่างและพบว่า มีลักษณะคล้ายเทอโรซอ อีกเช่นกัน แต่รูปสเก็ตไม่อาจจะนำออกสู่สาธารณะได้

มีการสันนิษฐานว่า สัตว์ประหลาดบินได้ที่เรียกว่า คองกามาโต นี้ อาจจะเป็นนกหาปลาขนาดใหญ่จำพวกนกกระทุงที่เรียกว่า Saddle-billed Stork (Ephippiorhynchus senegalensis) หรือ Shoebill (Balaeniceps rex) ซึ่งเป็นนกขนาดใหญ่ที่มีกรามแข็งแรง และเป็นนกที่หายากมากชนิดหนึ่งของแอฟริกา


izone1234
#10
14-09-2010 - 16:22:39

#10 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:22:39 ]




ปีศาจเจอร์ซีย์ (อังกฤษ: Jersey Devil) สัตว์ประหลาดในตำนานพื้นถิ่นของชาวรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ปีศาจเจอร์ซีย์ในบางครั้งจะถูกเรียกว่า ปีศาจลีดส์ (Leeds Devil) เป็นสัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายปีศาจตามความเชื่อในคริสต์ศาสนา เชื่อว่ามีความสูงประมาณ 4-6 ฟุต มีส่วนหัวคล้ายม้าหรือแพะ แต่ลำตัวยาวคล้ายงูหรือมังกร มีปีกขนาดใหญ่คล้ายค้างคาว สามารถบินได้บนท้องฟ้า มีหาง 2 แฉก มีเขางอกบนหน้าผากเล็ก ๆ 2 ชิ้น ลำตัวปกคลุมด้วยขนสีดำ

ปีศาจเจอร์ซีย์ เชื่อว่าอาศัยอยู่ในป่าสนที่ชื่อ ไพน์ บาร์เรนส์ (Pine Barrens) อันเป็นป่าสนขนาดใหญ่ในพื้นที่ตอนใต้ของรัฐนิวเจอร์ซีย์

ในปี ค.ศ. 1909 มีพยานหลายคนได้ยินเสียงน่าขนลุกจากแม่น้ำเดลาแวร์ และเห็นสัตว์ประหลาดเรืองแสงบินอยู่บนท้องฟ้า นอกจากนั้นยังพบรอยเท้าประหลาดบนหลังคาบ้านหรือบริเวณใกล้กับเล้าไก่อีกด้วย

ในตำนานพื้นถิ่นของการกำเนิดปีศาจเจอร์ซีย์ เล่าว่า มันถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1745 จากการตั้งครรภ์ของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ เดเบอร่าห์ ลีดส์ (Deborah Leeds) โดยเป็นลูกคนที่ 13 ของเธอ (ซึ่งเลข 13 เป็นเลขอัปมงคลตามความเชื่อของคริสต์ศาสนา) ดังนั้นมันจึงได้อีกชื่อหนึ่งว่า ปีศาจลีดส์ ทั้งนี้เป็นเพราะว่าเธอได้ขายวิญญาณให้แก่ปีศาจ จึงถูกสาป

จากนั้นมา ก็ได้มีผู้พบเห็นปีศาจเจอร์ซีย์นี้เป็นระยะ ๆ ในระยะเวลา 200 กว่าปีที่ผ่านมา จวบจนปัจจุบัน ซึ่งบุคคลหลายคนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และน่าเชื่อถือด้วย เช่น โจเซฟ โบนาปาร์ต (พี่ชายของนโปเลียน โบนาปาร์ต--ต่อมาได้เป็นจักรพรรดิแห่งสเปน) ระบุว่าพบเห็นเมื่อปี ค.ศ. 1820 จนถึงปัจจุบัน ก็ยังมีผู้อ้างว่าได้ยินเสียงร้องน่ากลัวในเวลาค่ำคืนรวมถึงพบรอยเท้า ประหลาดและข้าวของที่บิดเบี้ยวเสียหายในบ้าน ซึ่งก็ได้มีกลุ่มบุคคลตั้งทีมขึ้นมาเพื่อล่าปีศาจเจอร์ซีย์นี้ด้วย

หลายคนลงความเห็นว่าปีศาจเจอร์ซีย์มีลักษณะคล้ายสัตว์เลื้อยคลานในยุคก่อนประวัติศาสตร์จำพวก เทอโรซอร์ (pterosaur) หรือ ดิโมฟอร์ดอน (dimorphodon) ซึ่งมีชีวิตร่วมสมัยเดียวกับไดโนเสาร์

ในวัฒนธรรมร่วมสมัย มีการอ้างอิงถึงปีศาจเจอร์ซีย์อยู่หลายอย่าง เช่น บรูซ สปริงส์ทีน นักร้องชื่อดังชาวอเมริกันได้แต่งเพลงชื่อ "A Night with the Jersey Devil" ลงในเว็บไซต์ส่วนตัวของตนเองและเปิดโอกาสให้ดาวน์โหลดได้ฟรี ในเทศกาลวันฮาโลวีนเมื่อปี ค.ศ. 2008 หรือ ในซีรีส์ชุด The X-Files ซีรีส์ไซไฟสืบสวนสอบสวนยอดนิยมทางโทรทัศน์ก็เคยมีตอนของปีศาจเจอร์ซีย์ด้วย ในซีซั่นแรก (ค.ศ. 1993) ในชื่อว่า "The Jersey Devil" รวมทั้งสารคดีชุด Lost Tapes ของช่องดิสคัฟเวอรี่ แชนนอลปีที่ 2 ในตอน "Jersey Devil" และสารคดีทางโทรทัศน์สำหรับเด็กของแคนาดาชุด Mystery Hunters ปีที่ 3 อีกทั้งยังเป็นชื่อทีมฮอกกี้น้ำแข็งประจำรัฐนิวเจอร์ซีย์ด้วย คือ ทีมนิว เจอร์ซีย์ เดวิลส์ (New Jersey Devils)


izone1234
#11
14-09-2010 - 16:23:40

#11 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:23:40 ]




นุษย์นกฮูก (อังกฤษ: Owlman) เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่มีผู้อ้างว่าพบเห็นในประเทศอังกฤษ ในยุคทศวรรษที่ 70 ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ผสมกับนกฮูกหรือนกเค้าแมวขนาดใหญ่

บางครั้ง มนุษย์นกฮูก ยังมีชื่อเรียกอื่นอีก เช่น มนุษย์นกฮูก คอร์นิช (Cornish Owlman) หรือ มนุษย์นกฮูกแห่งมิวนาน (The Owlman of Mawnan) เป็นต้น นุษย์นกฮูก ถูกพบเห็นครั้งแรกในวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1976 โดยเด็กผู้หญิงอายุ 12 ที่ชื่อ จูน เมลลิ่ง (June Melling) และน้องสาวของเธออายุ 9 ขวบ วิคกี้ (Vicky) จากแลงคาสเตอร์ โดยทั้งหมดได้เดินทางท่องเที่ยวในวันหยุดที่มิวนาน สมิธ ซึ่งอยู่ทางชายฝั่งทะเลตอนใต้ของมณฑลคอร์นวอลล์ ขณะเดินผ่านป่าใกล้โบสถ์มิวนาน พวกเธอเห็นสัตว์ปีกขนาดใหญ่โฉบเหนืออาคารโบสถ์ เด็ก ๆ กลัวและวิ่งไปหาพ่อทันที แต่แทนที่ ดอน เมลลิ่ง (Don Melling) พ่อของเด็ก ๆ จะนำความนี้ไปบอกแก่สื่อมวลชน เขากลับนำไปบอกแก่นักสืบสวนเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ แอนโทนี 'ด็อก' ชิลด์ (Anthony 'Doc' Shiels) ซึ่งชิลด์ก็ได้นำเรื่องทั้งหมดนี้เขียนเป็นบันทึกและนำไปสู่การล่าหาสัตว์ประหลาดตัวนี้

แต่ก็มีคำถามหลายคำถามตามมาเกี่ยวกับกรณีนี้ คือ

* ทำไมแทนที่ดอนจะนำความไปบอกแก่สื่อมวลชนหรือหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น แต่กลับไปบอกเล่าแก่นักสืบสวนเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติแทน
* จุดที่เด็ก ๆ ทั้ง 2 กล่าวอ้างว่าได้พบเห็นนั้น เป็นจุดที่มีผู้คนใช้เดินเล่นและมักจะจูงสุนัขไปด้วย ไปมาอยู่เป็นประจำ ทำไมถึงไม่มีใครเห็น
* ชิลด์กล่าวว่าครอบครัวเมลลิ่งขวัญผวาจากการพบเห็น จนยกเลิกวันหยุดก่อนกำหนด 3 วัน และดอนไม่อนุญาตให้ลูกสาวของเขาทั้ง 2 ให้สัมภาษณ์ ชิลด์มี แต่มีภาพสเก็ตในวันที่ 12 มิถุนายน ซึ่งชิลด์นั้นเป็นนักหลอกลวง อาจจะประกาศตัวเองเพื่อแกล้งทำภาพถ่ายจำนวนมากและถ่ายวีดีโอสร้างเรื่อง มนุษย์นกฮูก นี้ขึ้นมาเอง
* ทำไมถึงไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม
วันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1976 2 เดือนหลังจากการพบเห็นครั้งแรก เด็กหญิงอายุ 14 ชื่อ เชลลี่ แชปแมน (Sally Chapman) ไปเข้าค่ายกับเพื่อน บาบาร่า เพอร์รี่ (Barbara Perry) ในป่าใกล้กับโบสถ์ ตามบันทึกของเธอ เธออ้างว่าขณะยืนอยู่นอกเต็นท์ เธอได้ยินเสียงร้องดังจึงหันไปดูและพบสิ่งที่เหมือนนกฮูกขนาดใหญ่แต่เป็นคนที่มีหูแหลมและดวงตาสีแดงก่ำ เธอบอกว่ามันบินขึ้นไปบนอากาศ และการพบเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้ ยังถูกรายงานอีก 2 ครั้ง ใน 2 ปีต่อมาในเดือนมิถุนายนและสิงหาคม ค.ศ. 1978 โดยทั้งหมดนี้พบเห็นในบริเวณเดียวกันด้วย คือ โบสถ์มิวนาน

ต่อมาเธอได้วาดภาพและบันทึกเรื่องราวทั้งหมดให้แก่ แอนโทนี่ ชิลด์ เช่นเดียวกับกรณีของครอบครัวเชลลิ่ง โดยเธอได้สเก็ตภาพก่อนจูนเสียอีก แต่เป็นไปได้ว่า เธออาจจะพบเห็นสิ่งอื่นแต่ถูกชิลด์โน้มน้าวให้เชื่อว่า สิ่งที่เธอพบเห็นนั้นเป็นสัตว์ประหลาด

ในปี ค.ศ. 1989 มีชายหนุ่มคนหนึ่งและแฟนสาวของเขา อ้างว่าพบเห็นสัตว์ชนิดหนึ่งสูงประมาณ 5 ฟุต มีเท้าสีดำขนาดใหญ่และนิ้วเท้าหัวแม่โป้งขนาดใหญ่ทั้ง 2 ข้าง ตามีสีเทาและสีน้ำตาล

ในปี ค.ศ. 1995 มีนักศึกษาหญิงรายหนึ่งจากชิคาโก รายงานว่าพบเห็น "มนุษย์นก" (Man-bird) ที่มีใบหน้าที่น่ากลัว ปากกว้าง ดวงตาสว่าง หูแหลม และมีปีกแหลมคมเป็นกรงเล็บ โดยเธอได้ส่งจดหมายเล่าความทั้งหมดนี้ส่งแก่ หนังสือพิมพ์ในเมืองทรูโร
[แก้] การสันนิษฐาน

เจเน็ท และ โคลิน บอร์ด (Janet, Colin Bord) นักสืบสวนเรื่องเหนือธรรมชาติชาวอังกฤษ กล่าวว่า โบสถ์มิวนานนั้นได้ถูกสร้างมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว จึงเชื่อว่า มนุษย์นกฮูกนั้นอาจจะเป็นการสำแดงกำลังหรืออิทธิฤทธิเหนือคริสต์จักรหรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา แต่อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 1989 พวกเขาได้ส่งรายงานในหนังสือชื่อ Modern Mysteries of the World กล่าวว่า เชื่อว่ามนุษย์นกฮูกที่มีพยานพบเห็นหลายคนนั้นอาจจะเป็นนกขนาดใหญ่ที่หลุดจากกรงเลี้ยงมา

ในเรื่องนี้ คาร์ล ชูเกอร์ (Karl Shuker) นักสัตว์ประหลาดวิทยาชื่อดังชาวอังกฤษ กล่าวสนับสนุนข้อคิดดังกล่าว โดยเชื่อว่า มันอาจจะเป็นนกฮูกในสกุล นกเค้าเหยี่ยว (Bubo spp.) ซึ่งเป็นนกฮูกขนาดใหญ่ ขนาดเมื่อโตเต็มที่อาจสูงเกิน 2 ฟุต และกางปีกได้กว้างถึง 6 ฟุต และที่สำคัญนกเหล่านี้ได้อาศัยอยู่ในยอร์คเชียร์เหนือ และสามารถบินข้ามช่องแคบอังกฤษได้ด้วย
[แก้] ในวัฒนธรรมสมัยนิยม

มนุษย์นกฮูกได้ถูกอ้างอิง ในวัฒนธรรมสมัยนิยมต่าง ๆ เช่น การเป็นตัวการ์ตูนที่ปรากฏในการ์ตูนชุด แบทแมน ของดีซีคอมิกส์ และในสารคดีของดิสคัฟเวอรี่ แชนนอล ในชุด Lost Tapes (นำมาออกอากาศในประเทศไทยช่วงกลางปี พ.ศ. 2552) ซึ่งเป็นสารคดีเกี่ยวเรื่องราวของสัตว์ประหลาดที่โจมตีใส่มนุษย์ชนิดต่าง ๆ ก็มีเรื่องของมนุษย์นกฮูกนี้ด้วย ในชื่อเรื่องว่า Death Raptor


izone1234
#12
14-09-2010 - 16:24:15

#12 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:24:15 ]




เรื่องราวของแจ็ค ข้อเท้าสปริง เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1836 ตรงกับรัชสมัยการครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย โดยในขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุได้เพียง 18 พรรษา โดยนักธุรกิจผู้หนึ่งกำลังเดินกลับบ้านในเวลากลางคืนใน ขณะเดินทางกลับบ้าน ทันใดนั้นเองเขาก็ได้พบชายประหลาดคนหนึ่งกำลังก้าวกระโดดอยู่เหนือหัวของเขา ก่อนที่จะหายไปในความมืด ซึ่งในขณะนั้น ยังไม่ปรากฏแจ็ค ข้อเท้าสปริง นี้ทำร้ายใคร

ในขณะนั้น มหานครลอนดอนยังไม่ได้มีการจัดระเบียบตัวเมืองให้เป็นระเบียบร้อยเหมือนปัจจุบันแต่อย่างใด ถนนหนทางยังไม่มีการราดยางมะตอย บริเวณแถบใจกลางเมืองเต็มไปด้วยโรงงานและบ้านพักของคนงาน นับว่าค่อนข้างจอแจพอสมควร ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นแหล่งอาชญากรรมที่เต็มไปด้วยมิจฉาชีพ, โจร, โสเภณีและยาเสพย์ติด มีคดีอาชญากรรมประเภทลักจี้ชิงปล้น หรือฆ่าข่มขืน เกิดขึ้นประจำ ๆ การให้แสงสว่างในตัวเมืองในยามค่ำคืนมีเพียงแต่อาศัยแสงจันทร์, แสงเทียนและตะเกียงน้ำมันเท่านั้น ดังนั้นเมื่อพลบค่ำขึ้นมาเมื่อใด หลายสถานที่จึงกลายเป็นสถานที่เปลี่ยว
ภาพวาดแจ็ค ข้อเท้าสปริง ที่กระโดดข้ามประตู ซึ่งเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกจากการพบเห็นโดยนักธุรกิจ

แจ็ค ข้อเท้าสปริงนั้นปรากฏเป็นคดีความครั้งแรกในตอนเย็นของวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 1837 หลังจากกรมตำรวจลอนดอนก่อตั้งได้ 8 ปี เมื่อ พอลลี่ อดัม อายุ 17 ปี เป็นสาวเสิร์ฟของกรีนแมนอินโรงแรมในย่านแบล็คอีธ กำลังเดินไปออกเดทกับ ลูกชายของเจ้าของบริหารโรงแรมในงานเทศกาลฉลองการเก็บเกี่ยว พอลลี่ได้เดินทางลัดตรงเนินเขาในยามค่ำคืนและเปล่าเปลี่ยวปราศจากผู้คน อีกทั้งสถานที่ที่เธอเดินผ่านนั้นครั้งหนึ่งเคยเป็นที่แขวนคอนัก โทษในสมัยโบราณทำให้เพิ่มความหวาดกลัวแก่เธอได้เป็นอย่างดี และเมื่อเธอเดินถึงจุดที่ตั้งของหินก้อนใหญ่ที่ถูกเรียกว่า ไวท์ฟิลด์เมาท์ ทันใดนั้นเองก็ปรากฏเงาดำขึ้นออกจากหลืบหินนั้นและมันฉีกเสื้อผ้าของเธอจนขาดวิ่นเผยให้เห็นทรวงอกก่อนที่มันจะเอามือมาจับหน้าอก และก่อนที่มันจะทำอะไรล่วงเกินกว่านั้น พอลล่าก็ร้องหวีดสุดเสียง จนเจ้าของเงาดำนั้นตกใจ ก่อนที่มันจะผละออกจากพอลลี่พร้อมกับเอามือเท้าสะเอวและพ่นไฟสีเงินออกมาและกระโดดหนีไปในความมืด เมื่อพอลลี่เห็นมันไปแล้วเธอก็โล่งใจและสลบคาพื้นก่อนที่จะถูกคนผ่านทางช่วยเอาไว้และส่งตัวไปยังโรงพยาบาล และเมื่อเธอฟื้นขึ้นมา เธอเล่าเรื่องที่เธอเห็น ซึ่งต่อมาก็โด่งดังจนกลายเป็นปากต่อปาก แต่ว่าในตอนนั้นเป็นเพียงแค่คดีพยายามข่มขืนในทางเปลี่ยวหรือการกลั่นแกล้ง ของวัยรุ่นขี้เมาจากงานฉลองมากกว่า
[แก้] เป็นที่โด่งดัง
ภาพวาดการประชุมพิจารณคดีเกี่ยวกับคดีแจ็ค ข้อเท้าสปริง (ค.ศ. 1840)

จากนั้น เรื่องราวของแจ็ค ข้อเท้าสปริง ก็ได้ถูกกล่าวอ้างถึงอีกหลายรายและหลายที่ เช่น ในเมืองเชฟฟิลด์และลิเวอร์พูล โดยเหยื่อมีลักษณะคล้ายกัน คือ เป็นหญิงสาวสวยวัยรุ่น และถูกลวนลามคล้าย ๆ กัน แต่ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำอื่นใดนอกเหนือจากนี้ ทำให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ติดใจทื่จะสอบสวนแต่อย่างใด

จนกระทั่งในปีถัดมา ในวันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1838 เรื่องนี้ถูกยกหัวข้อขึ้นในที่ประชุมพิจารณาคดีในกรุงลอนดอน ปรากฏมีประชาชนชาวลอนดอนยอมฝ่าหิมะเพื่อ ไปสภาเมืองอย่างแน่นขนัด ผู้ว่าการเมืองได้แจ้งรายงานการบริหารงานเทศบาลและจากนั้นก็มีการอภิปราย เกี่ยวกับญัตติต่าง ๆ ที่ชาวเมืองเสนอมา สุดท้ายก็เป็นการอนุมัติจากศาล และช่วงสุดท้ายของการประชุมนั้นผู้ว่าได้หยิบบัตรสนเท่ที่ ส่งมาจากผู้หญิงคนหนึ่ง และได้ให้ตัวแทนอ่านออกเสียงต่อต่อหน้าฝูงชน เป็นเรื่องการแจ้งความเรื่องมนุษย์ประหลาดที่ตระเวนหลอกผู้หญิงตกใจกลัวใน แถบชานเมืองกรุงลอนดอน จดหมายฉบับนี้ยังบอกว่ามนุษย์ประหลาดผู้นี้ คือ ขุนนางคนหนึ่งที่เล่นพนันขันต่อกับเพื่อนผู้ชื่นชอบการกลั่นแกล้งคนว่า "กล้าแต่งตัวเป็นปีศาจหรือเป็นผีแล้ว ตระเวนไปหลอกตามบ้านคนหรือเปล่า" และเพื่อนคนนั้นก็ตกลงรับคำท้าและปลอมตัวเป็นมนุษย์ประหลาดดังกล่าว และจนบัดนี้การเล่นพิเรนทร์นี้ยังคงดำเนินต่อไปแล้วดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น เป็นลำดับ จึงอยากขอให้ผู้ว่าการเมืองหยุดการกระทำเช่นนี้ เมื่ออ่านจบก็สียงดังจากประชาชนโดยรอบอย่างมากที่ออกมาให้การตรงว่าพบเห็น มนุษย์ประหลาดเช่นกันและก่อให้เกิดเสียงตอบรับอย่างมากในหมู่ประชาชน เช้าวันต่อมา มนุษย์ประหลาดผู้นี้ได้ถูกตั้งชื่อในหนังสือพิมพ์ว่า "แจ็ค ข้อเท้าสปริง" (Spring Heeled Jack) และกลายเป็นที่รู้จักกันไปทั่วอังกฤษในเวลานั้น เพราะมีการร้องทุกข์จากผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก และมีบางคนเกิดคดีที่ว่านี้นอกกรุงลอนดอนด้วย

เมื่อสถานการณ์ลุกลามถึงระดับนี้แล้ว ทางสก็อตแลนด์ยาร์ดก็ไม่อาจอยู่นิ่งได้ เนื่องจากมันมีผลต่อจิตวิทยาของชาวลอนดอนด้วย ซึ่งถ้าจิตใจของประชาชนหวาดกลัวสิ่งลึกลับที่ไม่สามารถอธิบายได้จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในส่วนรวมด้วย อีกทั้งอังกฤษในเวลานั้นก็ใช่ว่าจะเป็นประเทศที่สงบสุขเรียบร้อยนัก เพราะเนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติฝรั่งเศส และการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียก็ยังมีพระชนมายุเพียง 18 พรรษา อนาคตการครองราชย์ยังไม่แน่ไม่นอน บวกกับเป็นช่วงลัทธิทุนนิยมเริ่มเข้ามาส่งผลทำให้เกิดความแตกต่างฐานะคนรวยกับคนจนอย่างมาก พวกขุนนางมีชีวิตที่หรูหรากินดีอยู่ดี ส่วนชนชั้นกรรมกรต่างลำบากในการหากินและพวกขอทานที่ ไร้ที่อยู่อาศัย ดังนั้น การปรากฏตัวของแจ็ค ข้อเท้าสปริง มีทั้งข้อดีและไม่ดีปะปนกัน ในด้านไม่ดีคือมันสร้างความเดือดร้อนต่อสังคม ส่วนด้านดีคือมันกลายเป็นหัวข้อข่าวที่โด่งดังและนิยมในสมัยนั้น มันเป็นข่าวที่ทำให้ผู้คนได้ลืมความต่ำต้อยของฐานะ และเริ่มโด่งดังจนบางคนยกย่องเป็น ฮีโร่ หรือ ขวัญใจของประชาชน ด้วยซ้ำ เหมือนในกรณีแจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นต้น

ซึ่งในปี ค.ศ. 1837 ที่แจ็ค ข้อเท้าสปริงออกอาละวาดนั้น กรมตำรวจลอนดอนพึ่งถูกตั้งขึ้นมาเพียง 9 ปี จึงยังไม่มีประสบการณ์มากนักในฐานะองค์กรตำรวจ ทำให้การจับตัวแจ็ค ข้อเท้าสปริงนี้เป็นไปได้ยากลำบากมาก และพฤติกรรมที่มักปรากฏตัวอย่างผลุบ ๆ โผล่ ๆ ไม่ปรากฏตัวที่เดิมจึงไม่สามารถวางกำลังล้อมจับได้ เมื่อตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้ กลุ่มประชาชนจึงอาสาสมัครมาเป็นคนตรวจตรายามค่ำคืนเอง โดยมี ผู้มีชื่อเสียงอย่าง เวลลิงตัน อาเธอร์ เวลเลสลีย์ ที่เป็นนายพลในสงครามนโปเลียน ซึ่งสามารถเอาชนะนโปเลียนได้ที่วอเตอร์ลูในเบลเยี่ยม ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกตรวจตรายามค่ำคืนด้วยเช่นกัน โดยหวังว่าจะจับตัวแจ็ค ข้อเท้าสปริงให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจที่จะทำได้ ต่อมามีคนเสนอรางวัลนำจับแจ็ค ข้อเท้าสปริงเป็นจำนวนเงินกว่า 100 ปอนด์ หากสามารถจับตัวแจ็ค ข้อเท้าสปริงได้ จนต้องเพิ่มเงินรางวัลขึ้นถึง 1 พันล้านปอนด์
[แก้] ผู้ต้องสงสัย
ภาพวาดของ เฮนรี่ เดอ ลา บัว เบเรสฟอร์ด มาร์ควิสแห่งวอเตอร์ฟอร์ด ผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นแจ็ค ข้อเท้าสปริง (ค.ศ. 1840)

มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าผู้ที่เป็นแจ็ค ข้อเท้าสปริงนั้น เป็นขุนนางชาวไอริชที่ชื่อ เฮนรี่ เดอ ลา บัว เบเรสฟอร์ด ซึ่งเป็นมาร์ควิสแห่งวอเตอร์ฟอร์ด

วอลเตอร์เกิดในปี ค.ศ. 1811 และในปี ค.ศ. 1837 ที่แจ็ค ข้อเท้าสปริงปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกนั้นเขาอายุ 26 ปี และเป็นโสด บิดาของเขา คือ มาร์ควิสจอห์น เบเรสฟอร์ด นั้นเป็นขุนนางที่ร่ำรวยมหาศาลและถือครองที่ดินผืนใหญ่ในไอร์แลนด์และ อังกฤษ เฮนรี่ซึ่งเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวจึงถูกเลี้ยงดูอย่างฟุ่มเฟือยหรูหราจนทำ ให้เขาเป็นคนนิสัยเสียและชอบแกล้งผู้คนอย่างเกินเหตุ

วอลเตอร์เป็นชายที่มีหน้าตาค่อนข้างหล่อเหลาและมีผมสีดำ เขาอาศัยอยู่บ้านพักตากอากาศในกรุงลอนดอนเวลานั้น จุดเด่นเขาคือดวงตาที่กลมโต เป็นคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่และชอบใช้กำลังตัดสินปัญหา ตอนสมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นที่วิทยาลัยอีตันในวินด์เซอร์ เขาเคยถูกจับเพราะรวมหัวพวกเพื่อนคอยยืนอยู่บนหลังอาคารเรียนเพื่อดักปัสสาวะรดหัวอาจารย์ที่เดินผ่านมา และในสมัยเรียนที่อ็อกซฟอร์ดเขาก็เคยถูกลอบทำลายโดนคนกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งจนเขารู้สึกเจ็บใจและได้แก้แค้นโดยการจัดการพังบ้านของชายที่เป็นตัวการนั้นพังยับ

นอกจากนี้วอลเตอร์ยังขึ้นชื่อเรื่องด้านกีฬาด้วย เขาเคยถูกเลือกเป็นฝีพายยอดเยี่ยมในการแข่งขันพายเรือของออกซฟอร์ด และอีกด้านหนึ่งเขายังเป็นนักพนันตัวยงอีกด้วย จากความที่เขาหน้าตาดีทำให้เขาเป็นหนุ่มเนื้อหอม จนทำให้ชาวลอนดอนรู้จักเขาไปทั่วในฐานะขุนนางเสเพลที่ไม่เกรงกลัวใคร เขาถูกตำรวจจับเป็นว่าเล่นฐานชกต่อยชาวบ้าน ในตอนที่แจ็ค ข้อเท้าสปริงปรากฏตัวและมีบัตรสนเท่บอกว่าชายส้นเท้านั้นเป็นขุนนางเสเพล ปลอมตัวแกล้งคนนั้น ตำรวจเองก็เพ่งเป้าไปที่เขาก่อนอันดับแรก

แต่กระนั้นวอลเตอร์ก็มิได้ใส่ใจข่าวดังกล่าว เขายังคงดำเนินการแกล้งแผลง ๆ ให้คนอื่นเดือดร้อนต่อไป เช่น เขาเป็นลูกค้าประจำบ่อนพนันและซ่องโสเภณี เขามักเมาหัวราน้ำและพูดตลกด้วยคำผรุสวาทกับเสเพลและหญิงขายบริการเป็นประจำ เขาเคยนำสุนัขพันธุ์บลัดฮาวด์ไปที่โบสถ์เพื่อให้มันวิ่งไล่กัดบาทหลวง และเคยนำลาไปนอนบนเตียงของแขกที่มาพักโรงแรมเพื่อให้แขกตกใจด้วย และยังมีพฤติกรรมแผลง ๆ หลุดโลกอีกหลายอย่าง เช่น การปล่อยให้รถไฟ 2 ขบวนวิ่งชนกันจนเสียหายอย่างหนัก ในขณะที่เขาหัวเราะชอบใจ เป็นต้น

ซึ่งในขณะที่แจ็ค ข้อเท้าสปริงปรากฏตัวนั้น วอลเตอร์ก็ไม่ได้ออกมาพบปะสังสรรค์กับใครอีกเลยโดยอ้างว่าป่วย ซึ่งการที่ชายที่แข็งแรงจะเจ็บป่วยเป็นเวลานานนั้นถือว่าแปลกพอสมควร บรรดาเพื่อนของเขาสงสัยว่าวอลเตอร์อาจแกล้งป่วยเพื่อแอบทำอะไรสักอย่างที่พิ เรนอะไรบางอย่างอยู่เบื้องหลังก็เป็นได้ อีกทั้งมีพยานที่อ้างว่าเคยเห็นใต้ผ้าคลุมของแจ็ค ข้อเท้าสปริงนั้นปักตัวอักษร W อยู่ด้วย ซึ่งมันมาจากคำนำหน้าคำว่า วอเตอร์ฟอร์ด (Waterford) นั้นเอง ประกอบกับวอลเตอร์มีเพื่อนที่เรียนสาขาจักรกลในออกซฟอร์ดอยู่ด้วย จริงไม่น่าแปลกแต่อย่างใดถ้าวอลเตอร์จะให้เพื่อนคนนั้นแอบสร้างขาสปริงให้ อย่างลับ ๆ ก็เป็นได้

กระทั่งวอลเตอร์แต่งงานเมื่ออายุ 31 ปี เขาก็ไม่เคยเล่นอะไรแผลง ๆ อีกเลย ในชีวิตปั้นปลายในปี ค.ศ. 1859 วอลเตอร์ก็เสียชีวิตเนื่องด้วยอุบัติเหตุขี่ม้าล่าสัตว์ ส่งผลให้เขาคอหัก และจบชีวิตลงในขณะเขามีอายุ 48 ปี ซึ่งแจ็ค ข้อเท้าสปริง ก็หยุดอาละวาดในปี ค.ศ. 1904 ในลิเวอร์พูล จึงเชื่อว่าเขาไม่ใช่แจ็ค ข้อเท้าสปริง


izone1234
#13
14-09-2010 - 16:24:40

#13 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:24:40 ]




แจ็กเดอะริปเพอร์ (อังกฤษ: Jack the Ripper) เป็นสมญาของฆาตกรต่อเนื่องที่ออกทำฆาตกรรมในย่าน "ไวท์แชเปล" ซึ่งเป็นถิ่นยากจนใกล้นครลอนดอนใน ช่วงครึ่งปีหลังของ พ.ศ. 2431 ชื่อสมญาได้มาจากข่าวที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ต่างๆ ที่ลงข่าวจดหมายลึกลับที่เขียนถึงสำนักข่าวกลางโดยผู้เขียนที่อ้างตนว่าเป็น ฆาตกร ถึงแม้จะมีการสืบสวนและมีทฤษฎีที่น่าเชื่อถือมากมาย แต่ก็ไม่สามารถบ่งบอกโฉมหน้าที่แท้จริงของฆาตกรได้เลย

ตำนานเล่าขานเกี่ยวกับฆาตกรแจ็กเดอะริปเพอร์ได้กลายเป็นขนมผสมน้ำยา ระหว่างการค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจังทางประวัติศาสตร์ ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดและนิทานพื้นบ้าน การขาดหลักฐานยืนยันที่แน่ชัดทำให้เกิดมีคำว่า "นักริปเพอร์วิทยา" มาใช้เรียกนักประวัติศาสตร์และนักสืบสมัครเล่นที่ศึกษาคดีอันโด่งดังนี้ เพื่อกล่าวหาหรือพาดพิงถึงบุคคลต่างๆ ว่าคือตัวริปเพอร์ หนังสือพิมพ์ซึ่งมียอดขายเพิ่มสูงมากในช่วงนี้โทษว่าเป็นเพราะความล้มเหลว ของตำรวจที่ไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ ทำให้ฆาตกรฮึกเหิมได้ใจและท้าทาย เหตุการณ์จึงเกิดต่อเนื่องเรื่อยมา ในบางครั้งตำรวจมาถึงที่เหตุเกิดเพียง 2-3 นาที แต่กลับไม่ได้ตัวคนร้าย

เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิงที่ออกหาเงินเป็นครั้งคราว ด้วยการเป็นโสเภณี ฆาตกรรมส่วนใหญ่เกิดในที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะ เหยื่อทุกรายถูกเชือดคอ หลังจากนั้นซากศพจะถูกหั่นตรงช่วงท้องและบางครั้งที่อวัยวะเพศ คาดกันว่าเหยื่อจะถูกรัดคอให้เงียบเสียงก่อนลงมือฆ่า มีหลายกรณีที่มีการตัดอวัยวะภายในออก จึงมีผู้อนุมานว่าฆาตกรอาจเป็นศัลยแพทย์หรือไม่ก็คนขายเนื้อ ซึ่งยังหาข้อสรุปไม่ได้


izone1234
#14
14-09-2010 - 16:24:56

#14 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:24:56 ]




เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

หญิงถูกฆาตกรรมหลายรายยังที่เป็นที่ถกเถียงกันทั้งชื่อและจำนวน แต่รายที่ชี้ได้ชัดว่ากระทำโดยแจ็กเดอะริปเพอร์มีไม่มาก
[แก้] เหยื่อที่เป็นที่ยอมรับได้แน่นอน 5 ราย

เหยื่อที่เป็นที่ยอมรับทางกฎหมายว่าเป็นฝีมือของแจ็กเดอะริปเพอร์แน่นอน มี 5 ราย มีชื่อเรียกกันว่า "5 เหยื่อบัญญัติ" (Canonical five) ที่ได้จากผลสรุปของการสอบสวนจากหลายฝ่ายจากการที่ศพทั้งหมดมีลักษณะการ ถูกกระทำเกือบเหมือนกัน เหตุที่ทำให้เป็นที่เชื่อถือได้ในขณะนั้น มาจากความเห็นของหัวหน้าตำรวจชุดสอบสวนกลางคือ เซอร์เมลวิลล์ แมกนอเทน ที่ให้ไว้เมื่อ พ.ศ. 2437 ซึ่งเพิ่งเปิดเผยเมื่อ พ.ศ. 2502 ความจริงแมกนอเทนเข้าร่วมการสอบสวนหลังเกิดเหตุแล้ว 1 ปี โดยไม่มีนักสืบอื่นร่วม ทำให้ "นักริปเพอร์วิทยา" ต้องแยกเอาศพ 2 รายออกจากรายการเดิมที่มี 7 รายเหลือเพียง 5 ราย

การฆ่าเหยื่อบัญญัติทั้ง 5 ทำตอนกลางคืนในที่มืดในวันหยุดหรือใกล้วันสุดสัปดาห์ มีลักษณะช่วงเวลาใกล้เคียงแต่ไม่ตรงกัน เกิดในที่ที่เปลี่ยวแต่สาธารณชนเข้าถึงได้ด้วยการนัดหมาย หรือเป็นที่ที่มีคนไปในช่วงสุดสัปดาห์ มีเพียงรายเดียวที่เกิดในเขตลอนดอนและเกิดบนถนน นอกจากนี้ ลักษณะการกระทำของฆาตกรเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามความโด่งดังของการประโคมข่าว

ความยากในการบ่งชี้ว่าลักณะอย่างใดที่เป็นฝีมือของแจ็กเดอะริปเพอร์อยู่ ตรงช่วงเวลาที่มีการฆาตกรรมสตรีซึ่งมากอยู่แล้วในยุคนั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ถ้าเป็นแจ็กเดอะริปเพอร์ คอเหยื่อจะถูกเชือดลึกมาก จะต้องมีการหั่นหรือสับช่วงท้องและอวัยวะเพศ มีการเชือดเอาอวัยวะภายในออกและมีการเฉือนใบหน้าด้วยมีดเป็นริ้วๆ..
[แก้] เหยื่อที่อาจใช่ฝีมือของแจ็กเดอะริปเพอร์

ยังมีบัญชีแนบท้ายรายชื่อ "5 เหยื่อบัญญัติ" ที่อาจเป็นฝีมือของแจ็กเดอะริปเพอร์อีก 13 รายโดยถือเอาความคล้ายคลึงในการเข้าจู่โจมทำร้ายหรือฆ่า แต่เหยื่อเหล่านี้มีหลักฐานการกระทำไม่ครบถ้วนและละเอียดชัดเจน
[แก้] การสืบสวน

กรณีแจ็กเดอะริปเพอร์ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดความก้าวหน้าในเทคนิคการสอบสวนและนิติเวชศาสตร์มากที่สุดหลังเหตุการณ์

วิธีการด้านนิติเวชสมัยใหม่ที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันยังไม่เป็นที่รู้จัก ของตำรวจนครบาลในสมัยวิกตอเรีย แนวคิดเกี่ยวกับแรงกระตุ้นหรือแรงดลใจให้ลงมือกระทำการฆ่าของฆาตกรต่อเนื่อง ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันแต่อย่างใด ตำรวจในสมัยนั้นเข้าใจเพียงเพียงแรงจูงใจอาชญากรรมที่มีต้นจากความต้องการ ทางเพศเท่านั้น
[แก้] สื่อ

ฆาตกรรมแจ็กเดอะริปเพอร์มีผลต่อชีวิตแบบใหม่ของชาวอังกฤษ แม้ฆาตกรรมต่อเนื่องแจ็กเดอะริปเพอร์จะไม่ใช่กรณีแรก แต่ก็ได้ทำให้สื่อทั่วโลกแตกตื่นแพร่กระจายข่าวนี้อย่างครึกโครม การมียอดจำหน่ายสูงขึ้นมาก ประกอบกับการออกกฎหมายใหม่ลดค่าอากรแสตมป์ทำให้ราคาหนังสือพิมพ์ต่อฉบับลดลง มากจากการพิมพ์จำนวนมหาศาล ทำให้เกือบทุกคนซื้ออ่านได้ เรื่องราวลึกลับน่ากลัวที่ยังจับใครไม่ได้จึงเป็นข่าวที่เพิ่มยอดขายได้สูง หลายคนถึงกับกล่าวว่าชื่อ "แจ็กเดอะริปเพอร์" เป็นชื่อที่หนังสือพิมพ์เป็นผู้ตั้งขึ้นเอง

การแพร่หลายของข่าวที่ประโคมแบบใหม่ทำให้เกิดกรณีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ คล้ายคลึงกันที่เกิดขึ้นในระยะหลังมีรูปแบบทำนองเดียวกันเช่น "ฆาตกรรัดคอบอสตัน" (the Boston Strangler) "ขุนขวานนิวออร์ลีน" (Axeman of New Orleans) นักซุ่มยิงเบลท์เวย์" (Beltway Sniper) รวมทั้งฆาตกรรัดคอเชิงเขา" (Hillside Strangler) เป็นต้น

ต้นเหตุสำคัญที่อาจเป็นไปได้ในกรณี "แจ็กเดอะริปเพอร์" ที่ได้กล่าวถึง คือการปล่อยละเลยไม่เหลียวแลย่านคนยากจนมากในสมัยนั้นจากชนชั้นสูงผู้ดูแล บ้านเมือง ดังย่านที่เป็นที่เกิดเหตุจึงมีผู้เรียกร้องความสนใจให้บ้านเมืองเข้ามาช่วย เหลือปรับปรุงให้มีสภาพดีขึ้นบ้าง จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ เป็นผู้หนึ่งที่เขียนจดหมายเชิงประชดถึงกรณีดังกล่าวผ่านหนังสือพิมพ์
[แก้] ผู้ต้องสงสัย

มีความคืบหน้ามากในการพยายามบ่งชี้ตัวฆาตกรแจ็กเดอะริปเพอร์ว่าเป็นใคร มีการพาดพิงหรืออนุมานกันไว้หลายคน อย่างไรก็ดีจนบัดนี้ก็ยังหาหลักฐานที่หนักแน่นอนมาเป็นข้อสรุปไม่ได้
[แก้] แจ็กเดอะริปเพอร์ในวัฒนธรรมสมัยใหม่

มีการนำกรณีหรือชื่อของ "แจ็กเดอะริปเพอร์" มาสร้างเป็นนวนิยายหลายเรื่อง ตั้งเป็นชื่อวงดนตรีบ้าง ชื่อเพลงบ้างทั้งโดยตรงและใช้ชื่อสถานที่ที่มีการอ้างอิงแพร่หลายในข่าวที่ เป็นที่รู้จักบ้าง เช่น พิงค์ดอท บอบ ไดลาน จูดาส พรีสท์และสกรีมมิง ลอร์ด ซัทช์ ต่างร้องและอัดเพลงจำหน่ายในชื่อ แจ็กเดอะริปเพอร์

มีหลายบริษัทที่เอาแจ็กเดอะริปเพอร์มาทำตุ๊กตาและของเล่นขาย จนบางครั้งได้รับการประท้วงจากสังคม ในปี พ.ศ. 2549 วารสารประวัติศาสตร์ บีบีซี. ลงคะแนนเสียงโดยผู้อ่านให้กรณี "แจ็กเดอะริปเพอร์" เป็นประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุดของอังกฤษ

ถึงปัจจุบันมีหนังสือที่ไม่ใช่นวนิยายเกี่ยวกับแจ็กเดอะริปเพอร์มากถึง 150 เล่มทำให้แจ็กเดอะริปเพอร์เป็นคดีฆาดกรรมจริงที่มีผู้นำไปเขียนมากที่สุดใน คริสต์ศตวรรษที่แล้ว แม้ขณะนี้ก็ยังมีวารสารเกี่ยวกับแจ็กเดอะริปเพอร์ตีพิมพ์จำหน่ายพร้อมกัน 6 ฉบับในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา


izone1234
#15
14-09-2010 - 16:25:51

#15 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:25:51 ]




สัตว์ประหลาดแฟลทวูดส์ (อังกฤษ: Flatwoods Monster) หรือ สัตว์ประหลาดบร็อกตัน เคาน์ตี้ (Braxton County Monster) หรือ ปีศาจแฟลทวูดส์ (Phantom of Flatwoods) เป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดที่มีรายงานการพบที่เมืองแฟลทวูดส์ ในบร็อกตัน เคาน์ตี้ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ในคืนวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952รูปร่าง

สัตว์ประหลาดแฟลทวูดส์ ถูกพบเห็นโดยพยานมากมายถึงกว่า 10 คน มันมีความสูงถึง 10 ฟุต หรือประมาณ 3 เมตร มีใบหน้าสีแดง มีลักษณะคล้ายรูปหัวใจหรือคล้ายใบโพ หรืออาจมีตาอยู่บนลายรูปหัวใจ และมีหัวขนาดใหญ่ มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ผสมหุ่นยนต์เหมือนทำมาจากเหล็กกล้า มีสิ่งที่คล้ายผ้าคลุมหรือกระโปรงสีดำคลุมช่วงล่างลำตัว ซึ่งต่อมาได้สรุปว่าเป็นสีเขียว ลำตัวสีเขียว บ้างก็ว่ามีไม่แขน หรือ มีแต่ขนาดเล็ก และสรุปว่ามีกรงเล็บยาวคล้ายนิ้ว ซึ่งยื่นออกมาข้างหน้า
[แก้] การพบเห็น

ก่อนการพบสัตว์ประหลาดแฟลทวูดส์นั้น มีรายการพบจานบินหลาย ที่ในสหรัฐอเมริกา ในคืนวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952 ที่แฟลทวูดส์มีรายการวัตถุบินลึกลับเกิดการลุกไหม้ที่ช่วงท้าย และตกลง ณ ที่นั่น ซึ่งหนึ่งในพยานผู้พบเห็นเป็นนักธุรกิจท้องถิ่น กล่าวว่าเขาเห็นจานบินลอยข้ามหัวเขา เขาอธิบายว่ารูปร่างของจานบินนั้นคล้ายเปลือกหอยที่มีปีกหรือครีบบนหลัง สีของตัวจานเป็นสีแดงคล้ำหรือสีส้มชมพูและด้านบนทั้งหมดของจานเป็นสีขาวคล้ายไอปรอท

จากนั้น พยานอีกสามคนได้เห็นเหตุการณ์ดังนี้จึงวิ่งกลับเข้าบ้านหยิบไฟฉายมา และวิ่งตรงไปยังที่ ๆ จานบินตก แต่ก็ต้องพบกับสัตว์ประหลาดตัวดังกล่าวนี้ ซึ่งมันสูง 10 ฟุต มันส่งเสียงร้องดังประหลาด และมีหยดน้ำหยดลงมาคล้ายน้ำมัน และได้กลิ่นเหม็นไหม้คล้ายกลิ่นเหล็กถูกเผาไฟ ซึ่งเสียงร้องของมันนี้ทำให้พยานทั้งสามคนนี้มีอาการเจ็บป่วยที่ท้อง ภายหลังมีบุคคลอื่นติดอาวุธเช่น ปืนสั้น เข้ามาในพื้นที่ด้วย แต่ไม่พบสัตว์ประหลาดตัวดังกล่าวแล้ว แต่กลิ่นเหม็นไหม้นั้นยังอบอวลอยู่ในอากาศ

ต่อมาหลังเหตุการณ์นี้ เรื่องราวดังกล่าวได้ถูกปกปิดโดยเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐ หนึ่งในพยานได้พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงเล็กน้อยหลังเหตุการณ์เกิดมานาน หลายปีแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่รายหนึ่งให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจมีวัตถุอะไรตกลงมาจริง ซึ่งอาจเป็นอุกกาบาตก็ได้
[แก้] ข้อสันนิษฐาน

มีข้อสันนิษฐานจากนักจานบินวิทยา เชื่อว่า สัตว์ประหลาดแฟลทวูดส์นี้เป็นมนุษย์ต่างดาวหรือหุ่นยนต์ หรือ จานบินมีชีวิตที่ตกมายังโลก
[แก้] ดูเพิ่ม


izone1234
#16
14-09-2010 - 16:26:26

#16 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:26:26 ]




สึจิโนะโกะ (ญี่ปุ่น: ツチノコ Tsuchinoko ?) สัตว์ประหลาดจำพวกสัตว์เลื้อยคลานคล้ายงู พบในประเทศญี่ปุ่น ในคันไซและเกาะชิโกะกุ เรียก บะชิเฮะบิ (bachi hebi)
[แก้] ลักษณะ

สึจิโนะโกะ มีรูปร่างตามคำบอกเล่าของผู้ที่อ้างว่าเคยพบเห็น มีรูปร่างยาวคล้ายงู แต่ลำตัวอ้วนป้อม สั้น ไม่มีขา ความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ถึง 80 เซนติเมตร มีลวดลายคล้ายงู แต่มีปลายหางแหลมยาวออกมา เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว บ้างก็กล่าวว่าสามารถกระโดดได้ไกลหลายเมตรด้วย บ้างก็บอกว่ามันร้องเสียงว่า "จี่" บ้างก็กล่าวว่าเคยเห็นมันงับหางตัวเองแล้วเคลื่อนที่ไปข้าง ๆ เหมือนท่อนไม้กลิ้ง จากลักษณะตามที่กล่าวมาทั้งหมดทำให้คิดได้ว่า สึจิโนะโกะมีรูปร่างคล้ายกิ้งก่าจำพวกหนึ่งที่เรียกว่า กิ้งก่าลิ้นสีน้ำเงิน (Tiliqua spp.) หรือ กิล่ามอนสเตอร์ (Heloderma suspectum) ที่พบในทะเลทรายทวีปอเมริกาเหนือ เป็นต้น ซึ่งถ้าสึจิโนะโกะมีจริง อาจเป็นไปได้ว่าเป็นสัตว์จำพวกนี้ก็ได้ ในขณะที่บางคนเชื่อว่า แท้ที่จริงแล้วสึจิโนะโกะก็คืองูที่กินอาหารชิ้นใหญ่กว่าลำตัวเข้าไป ทำให้ลำตัวป่องออก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า การอ้างว่าพบเห็น สึจิโนะโกะมีอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น

หลักฐานแรกที่มีการกล่าวถึงสึจิโนะโกะ สามารถย้อนกลับไปไกลถึงได้ 10,000 ปีก่อน ในยุคโจมง (Jōmon Period) (10,000 - 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช) มีวัตถุที่คล้ายสึจิโนะโกะ ในยุคเอโดะ ในสารานุกรมเล่มแรกของญี่ปุ่นก็ได้มีการกล่าวถึงสึจิโนะโกะด้วย โดยเรียกว่า เยตสุ เฮบิ (yatsui hebi)
[แก้] วัฒนธรรมร่วมสมัย

สึจิโนะโกะ ได้ถูกอ้างอิงถึงในวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่นหลายอย่าง เช่น มีการประกาศให้รางวัลตั้งแต่ 3 ล้าน ถึง 20 ล้านเยนแก่ผู้ที่สามารถจับสึจิโนะโกะเป็น ๆ มาได้ หรือใน การ์ตูน เป็นต้น เช่น โดราเอมอน มีอยู่ตอนหนึ่งใช้ชื่อว่า "ค้นพบ สึจิโนะโกะ" (หรือตอน "เจองูดิน!" ในเล่มที่ 9 ของเนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์) ในเนื้อเรื่องกล่าวถึง โนบิตะที่ต้องการจะเป็นผู้ที่มีชื่อจารึกไว้ในสารานุกรมบุคคล สำคัญของโลก จึงขึ้นเครื่องไทม์ แมชชีน ไปพร้อมกับโดราเอมอนเพื่อหาซื้อ สึจิโนะโกะ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมในโลกอนาคต มาอวดคนในยุคปัจจุบันว่า ตนเป็นผู้ค้นพบสึจิโนะโกะ แต่ปรากฏว่าเมื่อนำกลับมาแล้ว สึจิโนะโกะได้หนีหายไป ท้ายที่สุดปรากฏว่า ไจแอนท์เป็นผู้ค้นพบสึจิโนะโกะไป


izone1234
#17
14-09-2010 - 16:27:23

#17 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:27:23 ]




ร็อด (อังกฤษ: Rods) สิ่งมีชีวิตประหลาด ที่ยังไม่มีการยืนยันว่ามีจริงหรือไม่ คืออะไร แต่เชื่อว่าคือ แมลง ที่มักจะปรากฏตัวตามสถานที่ต่าง ๆ และสามารถจับภาพได้ด้วยกล้องที่มีความเร็วสูง และเชื่อว่าหลังที่มันปรากฏตัวแล้ว สถานที่นั้น ๆ จะพบกับเหตุวิบัติต่าง ๆ เสมือนหนึ่งว่า ร็อด ได้มาเตือนให้ทราบล่วงหน้าก่อน

ร็อด เป็นที่รู้จักเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) จากนายโฮเซ่ เอสคามิลล่า (Jose Escamilla) โดยนำรูปถ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่ได้ไปถ่ายรูปที่ทะเลทราย ในรัฐนิวเม็กซิโก และติดภาพร็อด นำออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงท้องถิ่น จากนั้นนายโฮเซ่ได้จัดทำเว็บไซต์เกี่ยวกับร็อดขึ้นมา และจากนั้นร็อดก็ค่อย ๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เชื่อว่าร็อดสามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงถึง 270-300 กิโลเมตร/ชั่วโมง มีความยาวประมาณ 4 นิ้ว สีลำตัวสีขาว มีการแบ่งประเภทของร็อดออกได้เป็น 3 ประเภทตามรูปร่างที่พบ คือ

* Centipede Rods (ร็อดตะขาบ)
* White Rods (ร็อดขาว)
* Spears Rods (ร็อดหอก)

นอกจากนี้แล้วร็อดยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น Roswell Rods, The Sky Diving, Flying Fish, Sky Fish เป็นต้น

ปัจจุบัน เรื่องของร็อดได้กลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดไปอย่างหนึ่ง มีผู้ที่เชื่อไปต่าง ๆ นานา บ้างก็เชื่อว่า ร็อดอาจจะเกี่ยวข้องกับจานบินหรือมนุษย์ต่างดาว เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อ เชื่อว่าถ่ายภาพที่ติดร็อดนั้นอาจจะมาจากการเคลื่อนที่หรือกระพืบปีกของสิ่งต่าง ๆ เช่น นกหรือแมลง เช่น กล้อง CCD ที่มีความเร็วมากกว่า 60 ช็อต/วินาที ซึ่งเวลานกหรือแมลงกระพือปีกก็จะถูกบันทึกไว้ด้วยความเร็วสูงของกล้อง จนทำให้เกิดภาพต่อเนื่องขึ้นและกลายเป็นรูปร่างของสิ่งที่คล้ายร็อดไป


izone1234
#18
14-09-2010 - 16:28:14

#18 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:28:14 ]




ปีศาจโดเวอร์ หรือ อสูรกายโดเวอร์ (อังกฤษ: Dover Demon) เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ปรากฏตัวที่เมืองโดเวอร์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อคืนวันที่ 21 เมษายนต่อกับวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1977 ตามคำกล่าวอ้างของวัยรุ่นชายชาวอเมริกัน 2 คน ใน 2 สถานการณ์ สถานการณ์แรก

ในคืนวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1977 เวลา 22.30 น. ขณะที่ บิลล์ บาร์ทเล็ทท์, ไมค์ แมซซอคคา และแอนดี้ บรอดี วัยรุ่นอายุ 17 ปี กำลังขับรถไปทางเหนือของฟาร์มสตรีท โดยบาร์ทเล็ทท์ซึ่งเป็นคนขับ ก็ได้เห็นสิ่งประหลาดสิ่งหนึ่งกำลังปีนไปตามกำแพงเตี้ย ๆ ทางด้านซ้ายของถนน

ครั้งแรกที่เห็นบาร์ทเล็ทท์คิดว่าอาจเป็นสุนัขหรือไม่ก็แมว จนกระทั่งไฟหน้า รถได้ฉายตกกระทบกับสิ่งนั้นเข้าอย่างจัง สิ่งที่เขาเห็นนั้น เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นก่อนในชีวิต บาร์ทเล็ทท์กล่าวว่า ร่างนั้นค่อย ๆ หมุนศีรษะของมันอย่างช้า ๆ และจ้องมองมายังแสงไฟของรถ ตาของมันกลมโตส่องประกายราวกับแก้วใส เหมือนหินอ่อนสีส้ม 2 ลูก หัวของมันตั้งอยู่บนคอเล็ก ๆ มีลักษณะคล้ายแตงโม มองดูแล้วผิดสัดส่วน เมื่อเทียบกับร่างกายส่วนอื่น ๆ กล่าวคือแขนและขายาวและผอมเรียว แต่มือและเท้าใหญ่ ผิวไม่มีขนและมีสีลูกพีช และหยาบเหมือนกระดาษทราย ร่างนั้นมันสูงไม่เกิน 4 ฟุต มีลักษณะคล้ายเด็กทารกที่ มีแขนและขายาว ดูน่าประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวมาก มันเดินเหมือนกับว่ามันไม่รู้จุดมุ่งหมาย มันเดินไปตามกำแพงโดยใช้นิ้วมืออันยาวของมันไต่ตามก้อนหิน

ขณะเดียวกันนั้น เพื่อน ๆ ของบาร์เล็ทท์อีก 2 คนไม่เห็น เพราะกำลังหันหน้ามองไปอีกทางหนึ่ง อีกทั้งบาร์ทเล็ทท์ก็เห็นร่างนั้นไม่กี่วินาทีเท่า นั้นเองเพราะขณะเขาขับรถด้วยความเร็วสูงและอยู่ในทางโค้ง และเมื่อแล่นผ่านจุดนั้นแล้ว บาร์ทเล็ทท์จึงเล่าเรื่องนี้ให้ทั้ง 2 คนนั้นฟัง ทีแรกทั้ง 2 ไม่เชื่อ แต่จากน้ำเสียงและกิริยาของบาร์ทเล็ทท์ ทำให้ทั้ง 2 สนใจ และคะยั้นคะยอให้เขาขับรถกลับไปดูอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อกลับไป สิ่งมีชีวิตลึกลับนั้นได้หายไปแล้ว และเมื่อทั้ง 3 กลับมาที่พักบาร์ทเล็ทท์ก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังพร้อมกับวาดภาพของมัน ให้เพื่อน ๆ ได้ดู

สถานการณ์ที่สอง
ภาพวาดปีศาจโดเวอร์ภาพที่ 2 ของ จอห์น แบกซ์เตอร์

ในคืนเดียวกันนั้นเอง เวลา 0.30 น. (ตรงกับวันที่ 22 เมษายน) จอห์น แบกซ์เตอร์ อายุ 15 ปี ขณะกำลังเดินกลับมาจากบ้านแฟนสาว เขามุ่งหน้ากลับบ้านซึ่งอยู่ทางใต้สุดของถนนมิลเลอร์ไฮห์ ในโดเวอร์ โดยใช้เส้นทางลัดตัดสู่บ้านเขา อีกประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาได้เห็นร่างหนึ่งสวนทางมา ร่างนั้นเตี้ยมาก จอห์นคิดว่าคงเป็น เอ็ม.จี.บูชาร์ค คนรู้จักที่อาศัยอยู่บนถนนเดียวกับเขา จอห์นจึงถามไปว่า ใช่ เอ็ม.จี.หรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบ แต่ร่างนั้นเดินใกล้เข้ามาทุกที จนร่างนั้นได้หยุดลง เผอิญคืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด และจอห์นก็มองไม่เห็นอะไรนอกจากเงาสลัว ๆ เขาจึงก้าวเข้าไปหาอีก 1 ก้าว เพื่อให้รู้แน่ว่าร่างนั้นเป็นใคร แต่มันกลับถอยออกไปทางซ้ายและวิ่งเข้าไปยังคูข้าง ๆ ที่มีพุ่มไม้ขึ้นอยู่เต็มแล้ววิ่งกลับไปยังฝั่งตรงข้าม ขณะที่ร่างนั้นวิ่งอยู่ จอห์นก็วิ่งตามด้วย เขาได้ยินเสียงกิ่งไม้แห้ง ดังกรอบแกรบ จอห์นวิ่งตามร่างนั้นจนถึงเนินข้างล่าง แล้วมันก็หยุดเพื่อข้ามไปยังอีกฝั่งของคู และจอห์นก็ได้เห็นมัน จอห์นบรรยายว่า มันยืนห่างจากเขาประมาณ 30 ฟุต เท้าของมันพันหรือรวบบนยอดก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลจากต้นไม้ต้นหนึ่ง มันเอนร่างไปเกาะต้นไม้ โดยเอานิ้วมือที่ยาวทั้งสองข้างจับมั่นรอบ ๆ ลำต้นซึ่งมีขนาดเส้นรอบวงประมาณ 8 นิ้ว ราวกับยันร่างมันไว้ ร่างนั้นเหมือนกับร่างของลิง ต่างกันที่มันมีศีรษะสีคล้ำเป็นรูปเลข 8 ตาของมันเป็นประกายวาวอยู่ตรงกลางศีรษะ และแล้วร่างประหลาดลึกลับนั้นก็มองด้วยตาสีเขียวมา ยังจอห์น เขาไม่เคยเห็นสัตว์อะไรอย่างนี้มาก่อน เขาจึงรีบวิ่งกลับมาที่บ้านทันที และเขาก็ได้วาดภาพสัตว์ประหลาดดังกล่าว ซึ่งนับเป็นภาพของปีศาจโดเวอร์ภาพที่ 2
[แก้] การพิสูจน์ความจริง

เมื่อข่าวนี้ได้แพร่กระจายออกไป สื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ได้เรียกขานชื่อของสิ่งมีชีวิตประหลาดนี้ว่า ปีศาจโดเวอร์ (Dover Demon) ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ วอลเตอร์ เว็บบ์ แห่งองค์กรวิจัยปรากฏบนท้องฟ้า กับโจเซฟ นีแมน แห่งสมาคมข่ายงานศึกษาจานบินร่วมกัน และ เอ็ด ฟอกก์ แห่งสมาคมศึกษาจานบินของนิวอิงแลนด์ ได้เข้าร่วมศึกษาบุคคลที่ประสบเหตุการณ์เหล่านี้ ซึ่งแม้ว่าในช่วงที่ผู้คนพบเห็นปีศาจโดเวอร์จะไม่เห็นจานบินลึกลับใด ๆ เลยก็ตาม แต่นักจานบินวิทยาทั้งหลายเหล่านี้ให้ความสนใจก็เพราะรูปร่างของมันคล้ายกับมนุษย์ต่างดาวชนิดที่เรียกว่า เกรย์ (Grey) มาก

จากการสอบสวนผู้พบเห็นทั้ง 2 คน และพยานแวดล้อมอื่น ๆ พบว่าทั้ง 2 คนไม่ใช่คนเหลวไหล อีกทั้งเด็กเหล่านี้มีภูมิหลังดี ฐานะดี จึงไม่จำเป็นต้องหลอกหลวงคนอื่น และที่สำคัญเด็กทั้ง 2 คนนี้ไม่เคยพยายามเข้าหาหนังสือพิมพ์เพื่อเอารายงานเรื่องของตนไปเขียนเอา เงินแต่อย่างใด

จากลักษณะของปีศาจโดเวอร์ที่ทั้ง 2 ได้พบเห็น คล้ายกับปีศาจในตำนานพื้นเมืองของอินเดียแดงเผ่าครี ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในรัฐมอนตานา ติดกับประเทศแคนาดา ที่เรียกว่า "แมนนีกิชี่" (Mannegishi) มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ตัว เล็ก ๆ ศีรษะกลมโตใหญ่ บนใบหน้าไม่มีอวัยะใด ๆ ปรากฏนอกจากดวงตากลมโต มีนิ้วมือและนิ้วเท้าเรียวยาว แต่แขนและขาเรียวเล็กผิดสัดส่วน อาศัยอยู่ตามหุบผาและแม่น้ำลำธาร มีพฤติกรรมชอบปรากฏตัวเพื่อหลอกนักเดินทางให้ตกใจเล่น

จนถึงปัจจุบันนี้ เรื่องราวของปีศาจโดเวอร์ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่ ไม่มีใครทราบว่ามันคือตัวอะไร มาอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้นได้อย่างไรและมีจุดประสงค์อย่างไร เพราะนับตั้งแต่คืนนั้นแล้ว ก็ไม่มีใครพบเห็นสิ่งมีชีวิตลักษณะดังกล่าวนี้อีกเลย แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวของปีศาจโดเวอร์ก็ได้ปรากฏในวัฒนธรรมร่วมสมัยด้วย เช่น สารคดีชุด Lost Tapes ปีที่ 2 ของช่องดิสคัฟเวอรี่ แชนนอล ในตอนที่มีชื่อว่า Dover Demon


izone1234
#19
14-09-2010 - 16:28:53

#19 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:28:53 ]




เหย่เหริน (อังกฤษ: Yeren, จีน: 野人, พินอิน: yěrén แปลว่า "คนป่า") หรือบางครั้งอาจเรียกว่า Yiren, Yeh Ren, Xueren (จีน: 神农架野人, พินอิน: Shénnóngjiàyěrén; แปลว่า "คนป่าแห่งเสินหนงเจี้ย") หรือ มนุษย์หมี (อังกฤษ: Man Bear, จีน: 人熊, พินอิน: Ren Xiong) เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่เชื่อว่า มีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่มีขนดกปกคลุมอยู่ทั่วร่าง อาศัยอยู่ ณ เขตอนุรักษ์ป่าดึกดำบรรพ์เขาเสินหนงเจี้ย ในมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน

โดยเหย่เหริน มีลักษณะคล้ายลิงอุรังอุตังที่พบบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา ในอินโดนีเซีย มีขนสีน้ำตาลแดงเข้มยาว 3-4 เซนติเมตร มีท้องขนาดใหญ่ ยืนด้วยขาหลังทั้งสองข้าง มีความสูง 5-7 ฟุต แต่มีรายงานว่าสามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว ใบหน้ามีลักษณะผสมกับระหว่างมนุษย์และลิง เคยมีการพบรอยเท้าของเหย่เหรินมีความยาว 16 นิ้ว โดยมีนิ้ว 5 นิ้วเหมือนมนุษย์ แต่มีโครงสร้างที่ใกล้เคียงกับลิง ในตัวผู้มีองคชาติเหมือนผู้ชาย ในขณะที่ตัวเมียมีเต้านมเหมือนผู้หญิง ส่งเสียงร้องได้ดังและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เชื่อกันว่า เหย่เหริน มีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์นีแอนเทอร์ดัลส์ที่เคยอาศัยอยู่ในเอเชียเหนือ และเอเชียกลาง เมื่อ 350,000 กว่าปีก่อน

ซึ่งเมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นที่คล้ายคลึงกัน เช่น บิ๊กฟุตในอเมริกาเหนือ ในคติของจีนมีศัพท์ที่ ใช้เรียกสัตว์ที่มีลักษณะเช่นนี้โดยเฉพาะ โดยมีผู้เชื่อว่าอาจจะมีจำนวนเหย่เหรินมากถึง 1,000-2,000 ตัวอาศัยอยู่ในประเทศจีนตอนกลาง ซึ่งควรจะเรียกว่า เหย่เหริน หรือ ซูเหริน จะถูกต้องกว่า คนป่าแห่งเสินหนงเจี้ย (The Wildman of Shennongjia)

นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนที่ ได้ศึกษาเกี่ยวกับการมีอยู่ของเหย่เหริน โดยการกล่าวอ้างถึงจากนักท่องเที่ยวที่ได้มาเที่ยวยังเขตอนุรักษ์ป่าดึกดำ บรรพ์เขาเสินหนงเจี้ย โดยค้นพบรอยเท้าและทำการหล่อเป็นปูนปลาสเตอร์เพื่อศึกษา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีทฤษฎีว่า เหย่เหรินอาจจะเป็นลิงยุคก่อนประวัติศาสตร์ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gigantopithecus blacki ที่เคยอาศัยอยู่ในเอเชียกลาง แต่ได้สูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 500,000 ปี

ในตำนานพื้นบ้านของจีน เหย่เหรินถูกเล่าขานว่าเป็นสัตว์กินเนื้อ และจับมนุษย์ฉีกแขนขากินเป็นอาหารด้วย ปัจจุบันแม้จะมีการสำรวจศึกษาเกี่ยวกับเหย่เหรินมากขึ้น แต่เรื่องของเหย่เหรินก็ยังคงอยู่ในความเชื่อของชาวจีนพื้นถิ่น ซึ่งป่าที่เหย่เหรินอาศัยอยู่นั้นก็ถือได้ว่าเป็นป่าดึกดำบรรพ์ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ มีพรรณพืชและพรรณสัตว์โบราณและหายากหลายชนิดอาศัยอยู่ด้วย

ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเพิ่มเติม พบว่า เหย่เหรินไม่อยู่เป็นกลุ่ม แต่จะอยู่กันเป็นคู่ ๆ ระหว่างตัวผู้และตัวเมีย โดยปกติจะเดินด้วยสองขาหลัง แต่สามารถใช้ขาทั้งสี่ข้างปีนป่ายได้รวดเร็ว โดยกินอาหารจำพวก ผลไม้, ถั่ว, ข้าวโพด และแมลงบางชนิด ในสถานที่ ๆ ไม่มีอะไรมาพบเห็น


izone1234
#20
14-09-2010 - 16:30:33

#20 izone1234  [ 14-09-2010 - 16:30:33 ]




หนอนมรณะมองโกเลีย (อังกฤษ: Mongolian Death Worm) คือ สัตว์ประหลาดที่เชื่อว่ารูปร่างคล้ายหนอนหรือไส้เดือนขนาดใหญ่ อาศัยในทะเลทรายโกบี ในมองโกเลีย ที่มา

หนอนมรณะมองโกเลีย เป็นสัตว์ที่อยู่ในความเชื่อของชาวมองโกล มีชื่อในภาษามองโกลว่า олгой-хорхой (ทับศัพท์: olgoi-khorkhoi) คำว่า olgoi หมายถึง ลำไส้ใหญ่ และ khorkhoi หมายถึง หนอน เนื่องจากชาวมองโกลเชื่อว่ามันจะอยู่ในลำไส้ใหญ่ของวัวและแพะ

หนอนมรณะมองโกเลีย เป็นที่รู้จักครั้งแรกของชาวตะวันตก เมื่อปี ค.ศ. 1926 เมื่อนักสำรวจชาวอเมริกันชื่อ รอย แชพแมน แอนดรูว์ (Roy Chapman Andrews) เขียนไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ On the Trail of Ancient Man บอกถึงหนอนมรณะมองโกเลียนี้ตามที่เขาได้ยินมาจากชนพื้นเมือง
รอย แชพแมน แอนดรูว์ ผู้ที่ทำให้โลกได้รู้จักกับหนอนมรณะมองโกเลีย
[แก้] ลักษณะและพฤติกรรม

ลักษณะของหนอนมรณะโกเลีย กล่าวคือ มีความยาวประมาณ 2-5 ฟุต หรือยาวและใหญ่ได้มากกว่านั้น มีลำตัวสีแดงคล้ายเลือด เป็นสัตว์ดุร้ายกินสัตว์อื่นด้วยการโจมตีเป็นอาหาร โดยการพ่นกรดกำมะถันสีเหลืองใส่เหยื่อ รวมถึงมนุษย์ได้ อีกทั้งยังมีความเชื่ออีกว่า พวกมันสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อสังหารเหยื่อคล้ายปลาไหลไฟฟ้าที่พบในลุ่มแม่น้ำอเมซอนในอเมริกาใต้ได้อีกด้วย

หนอนมรณะมองโกเลีย ถือเป็นสัตว์ที่น่ากลัวตามความเชื่อของชาวพื้นเมือง แม้แต่การเอ่ยถึงก็นับว่าไม่สมควร
[แก้] การค้นหาความจริง

ในเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่า มันจะมีอยู่จริง เพราะทะเลทรายโกบีเป็นทะเลทรายที่ทุรกันดารมาก ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสิ่งมีชีวิตขนาด ใหญ่เช่นนั้นอาศัยอยู่ได้ ถึงอย่างไรก็ตาม มีผู้ได้ทำการศึกษาและค้นหาหนอนมรณะมองโกเลียนี้อย่างจริงจัง ชื่อ อีวาน แมคเคเรล (Ivan Mackerle) ที่ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Fate Magazine เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1991 ว่า พวกมันเหมือนไส้กรอก ที่ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ลำตัวอ้วนเท่าแขนของผู้ชาย พวกมันอาศัยอยู่ในลำไส้ของพวกวัวควาย พวกมันมีหางสั้น และเป็นการยากที่จะบอกว่าส่วนไหนเป็นหัว หรือหางเนื่องจากพวกมันไม่มีตา หรือรูจมูก และปาก พวกมันมีสีแดงคล้ำ คล้ายเลือด พวกมันเคลื่อนที่โดยการคลาน หรือบางครั้งก็บิดไปทางด้านข้าง ก่อนที่จะฝังตัวเข้าไปในเหยื่อ พวกมันจะอาศัยอยู่ในทราย และจะโผล่ขึ้นมาในช่วงที่มีฝนตกเท่านั้น

ต่อมาชื่อเสียงของหนอนมรณะมองโกเลียเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นอีก เมื่อ คาร์ล ชูเกอร์ (Karl Shuker) ซึ่งเป็นนักสัตววิทยาชาวอังกฤษที่สนใจค้นคว้าด้านสัตว์ประหลาดโดยเฉพาะ นำเรื่องของมันดังมาเปิดเผย จนเป็นที่กล่าวขานกัน เมื่อมีการตีพิมพ์ลงในหนังสือที่มีชือว่า The Unexplained ในปี ค.ศ. 1996

ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 ได้มีการจัดคณะสำรวจ ที่เกิดจากความร่วมมือของ Center for Fortean Zoology และ E-Mongol Investigsted ได้ทำการออกสำรวจและศึกษาหนอนมรณะมองโกเลียอย่างจริงจัง แต่ไม่พบหลักฐานของการมีตัวตนของมัน แต่ยังไม่สามารถสรุปว่า จะไม่มีพวกมันอยู่จริงในส่วนลึกของทะเลทรายโกบี
ชุดเซอร์พลีซของเวิร์ม ไรมี่ ที่คล้ายกับหนอนมรณะมองโกเลีย
[แก้] ในวัฒนธรรมร่วมสมัย

หนอนมรณะมองโกเลีย หรือ สัตว์ประหลาดที่มีลักษณะใกล้เคียงกันนี้ ได้ถูกอ้างอิงในวัฒนธรรมร่วมสมัยหลายอย่าง เช่น หนอนทรายในนวนิยายและภาพยนตร์เรื่อง Dune ของแฟรงค์ เฮอร์เบิร์ต, สัตว์ประหลาดในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Tremors ซึ่งออกฉายในปี ค.ศ. 1990 นำแสดงโดย เควิน เบคอน ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จนกระทั่งได้มีการสร้างภาคต่อออกมาด้วยกันรวมทั้งหมดเป็น 4 ภาค ก็มีลักษณะคล้ายหนอนมรณะมองโกเลียนี้

หรือในการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง เซนต์เซย่า ก็มีตัวละครตัวหนึ่งที่ชื่อ เวิร์ม ไรมี่ ซึ่งปรากฏตัวในภาคเจ้านรกฮาเดส ก็สวมใส่ชุดเซอร์ฟลีซรูป เวิร์ม ที่มีรูปร่างเป็นหนอนขนาดใหญ่ ตากลมโต มีปากกว้างและฟันเขี้ยวที่แหลมคม และมีพฤติกรรมมุดดินเพื่อโจมตีอีกด้วย

ในสารคดีของดิสคัฟเวอรี่ แชนนอล ในชุด Lost Tapes (นำมาออกอากาศในประเทศไทยช่วงกลางปี พ.ศ. 2552) ซึ่งเป็นสารคดีเกี่ยวเรื่องราวของสัตว์ประหลาดที่โจมตีใส่มนุษย์ชนิดต่าง ๆ ก็มีเรื่องของหนอนมรณะมองโกเลียด้วย ในชื่อเรื่องว่า Death Worm
[แก้] สัตว์ประหลาดชนิดใกล้เคียง

ที่อเมริกาใต้ ในประเทศโบลิเวีย ก็มีเรื่องราวของสัตว์ประหลาดที่มีลักษณะคล้ายหนอนมรณะมองโกเลียนี้ มีชื่อเรียกว่า Minhocão ซึ่งเป็นภาษาโปรตุเกสแปลว่า ไส้เดือนดินยักษ์


  • 1
  • 2

ลงข้อความได้เฉพาะสมาชิก
ต้องสมัครเป็นสมาชิกและ login เข้าสู่ระบบก่อนถึงจะสามารถลงความเห็นได้
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก



โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายส่วนบุคคนก่อนเริ่มใช้งาน [นโยบายส่วนบุคคล]
ยอมรับ